
คนไทยเข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้นขรก.แชมป์ค่ายาสูงร้อยละ 83 ผู้ป่วยนอก
สรุปสถานการณ์ระบบริการสุขภาพไทยปี 52 โดยรวมเข้าถึงบริการมากขึ้น เข้ารักษาแล้วตายน้อยลง แต่กลับเข้าโรงพยาบาลด้วยโรคที่ควรคุมได้มากขึ้น จี้รัฐพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ-การสาธารณสุขมูลฐาน ขณะที่ข้าราชการมีค่ายาสูงถึงร้อยละ 83 ของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกทั้งหมด
นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ รองผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) เครือข่ายสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า จากการที่ สวปก.ศึกษาสถานการณ์ระบบบริการสุขภาพปี 2552 พบว่า โดยรวมประชาชนเข้าถึงบริการมากขึ้น ทั้งในส่วนของผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ประสิทธิภาพการให้บริการในโรงพยาบาลทุกระดับสูงขึ้น
ทั้งนี้ อัตราการนอนโรงพยาบาลของโรคที่ควรจะควบคุมได้ด้วยบริการแบบผู้ป่วยนอกใน 6 กลุ่มโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นชัดเจนตั้งแต่ปี 2548-2552 โดยพบว่าอัตราการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วยโรคหัวใจวายเพิ่มจาก 76.15 ต่อแสนประชากรในปี 2548 เป็น 96.47 ต่อแสนประชากรในปี 2552 โรคเบาหวาน จากปี 2548 มี 107.13 ต่อแสนประชากร เพิ่มเป็น 115.43 ต่อแสนประชากรในปี 2552
โรคถุงลมโป่งพองเพิ่มจาก 140.10 ต่อแสนประชากรในปี 2548 เป็น 153.49 ในปี 2552 โรคลมชัก เพิ่มเป็น 37.24 ต่อแสนประชากรในปี 2552 จากปี 2548 มีเพียง 30.40 ต่อแสนประชากร เว้นเพียงโรคความดันโลหิตสูงที่มีอัตราลดลง จากปี 2548 มี 3.58 ต่อแสนประชากร เป็น 2.04 ต่อแสนประชากรในปี 2552 และโรคหอบหืด จากปี 2548 มี 28.49 ต่อแสนประชากร ลดลงเหลือ 14.67 ต่อแสนประชากรในปี 2552
“โรคเหล่านี้หากมีการให้ยาที่ดี สามารถคุมอาการได้ คนไข้ให้ความร่วมมือ ไม่น่าจะต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งรัฐอาจจะต้องเสริมมาตรการในระบบปฐมภูมิและสาธารณสุขมูลฐานมากขึ้น รวมถึงประสานความร่วมมือกับชุมชนเพิ่มขึ้นด้วย” นพ.ถาวรกล่าว
นอกจากนี้ พบด้วยว่าการอนามัยแม่และเด็ก มีผู้มาฝากครรภ์ภายใน 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์คิดเป็นร้อยละ 39 ของผู้ที่มาคลอดทั้งหมด และจากการวิเคราะห์การใช้ยา ผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายและมาตรการควบคุมการใช้ยาของโรงพยาบาลนำร่อง 34 แห่ง กรณีผู้ป่วยนอกในระบบจ่ายตรงของสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ปีงบประมาณ 2552 พบว่า ค่ายาสูงถึงร้อยละ 83 ของค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอกทั้งหมด โดยมีการใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติในสัดส่วนที่สูงถึงร้อยละ 66-68
ขณะที่หากมีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมด้วยการแทนด้วยยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ การใช้ยาที่มีการบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตรและการไม่ใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ จะสามารถประหยัดเงินได้ถึง 3,800 ล้านบาท กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรผลักดันให้สถานพยาบาลมีการรักษาพยาบาลโดยยึดถือแนวทางการกำหนดให้ใช้ยาตามมาตรฐานการรักษา และมีการประเมินการใช้ยา



