ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา -โสด 24 (III)

เล่นหูเล่นตา -โสด 24 (III)

05 ก.ค. 2553

ฉันตื่นงัวเงียขึ้นมาเพราะรู้สึกร้อน...ใครมาปิดแอร์ตูวะ?...

อ้อ! ลืมไป ไฟดับทั้งตึกเพื่อเช็กระบบไฟฟ้า 5 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ธรรมดาก็อับชื้น ขืนนอนต่อคงจะเน่าคาห้อง ตู้เย็นก็ไม่เย็น ทีวีก็ดูไม่ได้ จะอุ่นอาหารในไมโครเวฟก็ไม่มีไฟฟ้า ชีวิตเหมือนถูกตัดขาดจากความสะดวกสบาย นี่ถ้าโทรศัพท์แบตหมดอีกคงเริ่ด! เหมือนเข้าคอร์สวิปัสสนากันล่ะคราวนี้...

 พระท่านว่า...อย่าอยู่อย่างอยาก

 ธรรมชาติว่า...ชีวิตคือการเอาตัวรอด

 ดิสคัฟเวอรี่...Live Curious อยู่อย่างอยากรู้อยากเห็น เราจะได้พบกับสิ่งแปลกใหม่ที่น่าทึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 ชีวิตคนโสดแบบฉันอิงความรู้และความเชื่อหลากหลายนำมาผสมรวมกันให้มันเหมาะกับสถานการณ์ประจำวัน และที่สำคัญต้องเป็นเหตุเป็นผล ถึงบางทีมันไม่มี ฉันก็ยังคงพยายามหาคำตอบเพื่อสร้างสมดุลของชีวิตที่อยู่ระหว่างความคิดและความจริง...

 อันว่า รัก โลภ โกรธ หลง นั้น เป็นธรรมดาแห่งการใช้ชีวิต ฉันก็คนหนึ่งที่เป็นแบบนั้น ยอมรับในความจริงที่ผ่านมาและผ่านไป จะต่อต้านก็แค่ความเหี่ยวแก่ที่ต้องแก้ด้วยโบท็อกซ์! ขออยู่อย่างดัดจริตก่อนถึง “วิกฤติวัยทอง”

 ใครจะว่าอย่างไรไม่รู้ เอาเป็นว่าฉันชอบความรัก ความโลภ ความโกรธ ยกเว้นความหลง เนื่องจากมีมดลูกก็ไม่ได้ใช้ นานๆ ไปร่างกายหยุดสร้างฮอร์โมนกระตุ้นความอยากได้ใคร่กินอย่างคลั่งไคล้ไหลหลง ความหลงจึงหลุดออกไปจากสารบบเฉยๆ นั่นเป็นตัวช่วยไม่ให้อาการหมดเมนส์มาพร้อมๆ กับอาการหมดตูด!

 รัก โลภ โกรธ หลง เป็นความหรรษาของการใช้ชีวิตเหมือนอาหารไทยที่มีทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด อูมามิซะจริงๆ เลย มันทำให้เกิดความกลมกล่อมของชีวิต ใครๆ ก็รู้ว่า ทุกๆ การกระทำมันมีผลที่ตามมานั่นก็คือความทุกข์...

 ที่สุดแล้วเราจะรับมือกับมันได้สักแค่ไหน เปรี้ยวเกินไปก็เสียวฟัน หวานเกินไปก็กลัวจะเป็นเบาหวาน เค็มเกินไปก็เกิดโรคไต เผ็ดเกินไปก็แค่...หูอื้อตาลาย ลงท้ายที่...แสบตูด! รักมาก หลงมาก โลภมาก โกรธมาก...อะไรที่มันมากเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น แต่ก็ไม่มีใครรู้ตัวว่าถึงจุดไหนที่เรียกว่ามากเกินไป ดังนั้น คำสอนของศาสนาจึงเป็นสิ่งเตือนใจให้เราล้อมกรอบของอารมณ์เหล่านั้นไว้ ด้วยคำว่า “สติ” ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว สติก็เหมือนกับรถตำรวจที่มาตอนจบในหนังหลังเกิดเรื่องแล้วนั่นแหละ (มาไม่ทันสักที)

 อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตโสดมาค่อนอายุขัยก็ได้ทำให้ฉันรู้ว่าเมื่อไหร่ อย่างไร และแค่ไหน กับความต้องการที่เข้ามาเร้าความรู้สึก แม้หลายๆ ครั้งจะรู้สึกผิดเป็นบาปทางใจที่ไม่มีใครรู้เห็น แต่ตราบเท่าที่ไม่มีใครเดือดร้อนจากการกระทำนั้นๆ ฉันก็มองมันเป็นแค่...เรื่องของฉัน!

 คำสอนของศาสนาและบรรทัดฐานทางสังคมสอนให้เราเป็นคนดี มีศีลธรรม มีน้ำใจและรู้จักให้อภัย ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว ปัจจัยภายนอกที่เราต้องอยู่ต่อสู้และดิ้นรนไม่เอื้ออำนวยให้เราได้เดินตามคำสอนสักเท่าไหร่ กระนั้นทุกคนก็ยังคงต้องรักษาภาพภายนอกไว้ ซึ่งอาจจะตรงข้ามกับความจริงในใจ สำหรับฉันแล้ว...ฉันมีทางออกให้ตัวเองเสมอ (พอๆ กับที่มีบันไดหนีไฟให้ใช้เวลาที่ลิฟต์ไม่ทำงาน)         

 เริ่มจากยอมรับความจริงก่อนว่า “ฉันไม่ใช่คนดีสักเท่าไหร่” ดีได้แค่ 60-70% แล้วแต่สถานการณ์และปัจจัยที่ส่งผลกระทบ มีหลายครั้งคนเราไม่สามารถเข้าใจและให้อภัยในแบบที่ถูกสอนได้ทุกครั้ง บางครั้งเราจึงโกรธ บางครั้งเราจึงโต้กลับ และบางครั้งเราก็...กัดไม่ปล่อย

 ในบางการกระทำ “คนดีๆ เขาไม่ทำกัน” บางครั้งฉันคิดแบบนั้น แต่เมื่อความดีมันใช้ไม่ได้ผล คุณธรรมไม่ได้ถูกหมายรวม เพราะคนบางคนต้องการแค่เอาชนะ ก็คงต้องปล่อยไปตามเกม ไม่ใช่ปล่อยไปเฉยๆ บางครั้งฉันชอบความโกรธ มันสร้างแรงต้านที่ดีและเพิ่มแรงโต้กลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราใช้มันอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่โกรธฟึดฟัดเป็นฟืนเป็นไฟ เป็นวัวเป็นควาย ใช้แต่แรงไม่ใช้สมอง ใช้แต่อารมณ์ไม่ใช่สติ ฉันปล่อยให้อารมณ์โลดแล่นอย่างเต็มที่ เพื่อคำนวณทิศทางและผลกระทบของมัน จากนั้นสติจะช่วยจัดระเบียบมัน วางมันให้ถูกที่ เหมือนตำรวจจับผู้ร้าย ผู้ร้ายที่ฉลาดเป็นกรดก็อาจมีประโยชน์มากมายต่อการขยายรูปคดีก็เป็นได้ จากผู้ร้ายกลายเป็นพยาน ตามหาตัวผู้บงการ (ดูในดิสคัฟเวอรี่มา)

 ท้ายที่สุด ความโกรธก็ช่วยให้ฉันกลับมาโสดได้ต่อไป ในทุกๆ 24 ชั่วโมง หรืออย่างน้อยมันก็ไม่ทำให้ฉันกลับไปย่ำอยู่ที่เดิม หรือ จมปลักกับคนเดิมๆ เพียงเพราะว่า

 รักคือยอมอภัยทุกอย่าง...

 ทุกวันนี้ โสดได้เพราะความโกรธ อยู่ได้เพราะความโลภ สบายตัวสบายใจเพราะมีความรัก...ในตัวเอง ส่วนความหลงมันถูกผ้าอนามัยซึมซับไปทุกเดือนสูญไป เพราะไม่มีใครมาใช้ประโยชน์

 แต่ถึงกระนั้นก็มิได้หักหาย (Yet Preferable!)

เจนนิเฟอร์ คิ้ม