ไลฟ์สไตล์

เรื่องเด่นประเด็นดัง-"ลอง เรื่องสั้น"...จำลอง ฝั่งชลจิตรนักเขียนรางวัล "รพีพร"ปี2553

เรื่องเด่นประเด็นดัง-"ลอง เรื่องสั้น"...จำลอง ฝั่งชลจิตรนักเขียนรางวัล "รพีพร"ปี2553

05 ก.ค. 2553

"รางวัลนี้ให้กับคนที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง แต่เราไม่ได้นึกว่าจะได้รางวัลนี้ ปัญหาคือว่า เราก็ทำงานต่อเนื่องอยู่แล้ว..." เสียงของ จำลอง ฝั่งชลจิตร หรือ "ลองเรื่องสั้น" บุคคลที่ทำงานเขียนมาตลอด 33 ปีเต็ม!

เขากล่าวหลังจากมีการประกาศชื่อให้เขาได้รับรางวัล "นักเขียนรพีพร ประจำปี 2553"

 เพราะทำงานต่อเนื่องจริงๆ ไม่ว่าเรื่องสั้น นวนิยาย บทความ แม้แต่ล่าสุด กับงานในนิตยสาร "ดิฉัน" ปักษ์หลังมิถุนายน ก็ทิ้งลีลา "ลองเรื่องสั้น" ใน เคว้งคว้างกลางนาคร (โลกกลับด้าน) ให้ได้อ่านเพลินๆ

 และนอกจากการเป็นคอลัมนิสต์ให้แก่นิตยสาร "เนชั่นสุดสัปดาห์" แล้ว เราจะพบเขาได้ในหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" คอลัมน์ "มองผ่านเลนส์คม" ทุกๆ วันอังคาร เริ่มตั้งแต่อังคารที่ 13 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป  

 แล้วจะเห็นมุมวัยสะรุ่นที่ลุ่มลึก อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน...
 
 เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2553 เวลา 15.00 น. คณะกรรมการมูลนิธิรพีพรได้ประกาศผลการคัดเลือก และมอบรางวัลตามเจตนารมณ์ของ สุวัฒน์ วรดิลก หรือ รพีพร มอบเพื่อสนับสนุนนักเขียนอิสระและทำงานเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ จากการเปิดเผยของ ประยอม ซองทอง ประธานมูลนิธิรพีพรเพื่อสวัสดิการนักเขียน ประกาศให้ จำลอง ฝั่งชลจิตร หรือสมญา ‘ลอง เรื่องสั้น’ ให้รับรางวัลรพีพร ประจำปี 2553 ได้รับโล่เกียรติยศ พร้อมเงินรางวัล 1 แสนบาท

 โดยพิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในวันรพีพร ในวันพุธที่ 14 กรกฎาคม ณ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี ซอย 33 เวลาตั้งแต่เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป

 ทั้งนี้นักเขียนที่มีสิทธิ์ได้รับรางวัลรพีพร มีคุณสมบัติต่อไปนี้ คือ เป็นนักเขียนคุณภาพ มีผลงานเป็นที่รู้จักในวงการพอสมควร มีผลงานแสดงชัดเจนว่าเป็นผู้สร้างสรรค์งานเพื่อสังคม มิใช่เพื่อความบันเทิงถ่ายเดียว และเป็นนักเขียนอิสระ

 จำลอง ฝั่งชลจิตร ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นครู พนักงานโรงแรม ทำหนังสือ และเป็นนักเขียนอิสระ เขาเริ่มงานเขียนหนังสือครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2518 และในปี พ.ศ.2521 ก็เริ่มมีผลงานตีพิมพ์ตามหนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ กระทั่งปี พ.ศ.2523 ได้มีผลงานรวมเล่มครั้งแรกในชื่อ “รวมเรื่องสั้น กองคาราวาน” ตามต่อด้วย “วรรณกรรมเยาวชน ขนำน้อยกลางทุ่งนา” ซึ่งได้รับรางวัลวรรณกรรมเยาวชนดีเด่นประจำปี 2524 จากคณะกรรมการพัฒนาหนังสือแห่งชาติ กรมวิชาการ และคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ

 นวนิยาย “คนขี่ม้าขาว” รวมเรื่องสั้น “สีของหมา” ได้รับรางวัลเรื่องสั้นยอดนิยม ประจำปี 2530 จากนิตยสารลลนา รวมเรื่องสั้น “สุภาพบุรุษไฟแช็ก” รวมเรื่องสั้น “น้ำใจยังหาได้” ฯลฯ

 ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีบนเส้นทางนักเขียน จำลองได้สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพออกสู่สายตาผู้อ่านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานเล่มเด่น “รวมเรื่องสั้น เมืองน่าอยู่” นวนิยาย “ในลึก” และรวมเรื่องสั้นคัดสรร “ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป” ที่สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ปี 2542, 2543 และ 2548 ตามลำดับ ยิ่งทำให้เขาเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับในฝีไม้ลายมือในฐานะนักเขียนเรื่องสั้นระดับแถวหน้าของ เมืองไทยคนหนึ่ง ภายใต้การถ่ายทอดเรื่องราวของสังคมอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นของเขา

 สำหรับผลงานรวมเล่ม หากเริ่มจากวรรณกรรมเยาวชน ได้แก่ ขนำน้อยกลางทุ่งนา, รวมเรื่องสั้น กองคาราวาน, คนขี่ม้าขาว, สีของหมา, สุภาพบุรุษไฟแช็ก, น้ำใจยังหาได้, เมืองน่าอยู่, ในลึก, ลิกอร์ พวกเขาเปลี่ยนไป และ ข้าวคลุกแมว

 ทุกวันนี้จำลองยังใช้ชีวิตอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันหมดไปกับการเขียนหนังสือ ซึ่งเป็นงานที่เขารัก และพร้อมจะทำให้ดีที่สุดด้วยยึดมั่นในคติประจำใจที่ว่า “ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน”

 + + + + + + + +

 แต่สำหรับรางวัลนี้ แม้ดูจะไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าใดนัก แต่เจ้าตัวก็รับว่าขอบคุณคณะกรรมการที่มองเห็นคนที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง

 "ไม่ได้ดีอกดีใจมากมาย แต่ได้เงินทองก็ดี อย่างน้อยก็มีสภาพคล่องนิดหน่อย (หัวเราะ) ยิ่งได้มาโดยการทำงานของเรา ก็โอเค กรรมการมูลนิธิรพีพรคงพินิจพิจารณาอยู่แล้วว่าควรจะให้เรา ก็ขอบคุณโดยมารยาท ที่เขามองเห็นว่าเราเป็นคนที่ทำงานจริงจัง"

 จำลองกล่าวยืนยันความรู้สึก พร้อมกับบอกถึงความรู้สึกที่มีต่อนักเขียนรุ่นพี่ "รพีพร" ว่า

 "เคยนั่งพูดคุยกับท่าน เคยได้ไปเยี่ยมเยียนท่านเมื่อหลายปีก่อนตอนที่ท่านอยู่พัทยา ไปนั่งคุยถึงช่วงที่ท่านเป็นนักเขียน ได้อ่านหนังสือท่านจำนวนหนึ่ง อ่านบทความที่ท่านเขียน เรื่องสั้นบ้าง ถือว่าเป็นแรงบันดาลใจที่ดี"

 นักเขียนหนุ่มใหญ่บอกต่อว่า เคยแสดงความยินดีกับคนที่ได้รางวัลก่อนหน้านี้ อย่าง มาโนช พรหมสิงห์ มาแล้ว นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะเป็นคิวของตัวเองบ้าง   

 "ไม่ได้ตกใจ ไม่ได้กังวลใจกับมัน และไม่ได้มีบทบาทพิเศษอะไร เราเขียนนานๆ เข้า พอได้รางวัลมาก็โอเค สิ่งสำคัญที่สุด คือ การได้ทำงานอย่างต่อเนื่อง เป็นเรื่องหนักกว่า ตื่นเต้นกว่า"

 จำลองพูดถึงอนาคตทางการเขียน แต่ก็ไม่วายย้ำตัวตนของตัวเองชัดๆ ประสา "ลอง เรื่องสั้น" ว่า

 "เขียนอย่างเดียว อย่างอื่นทำไม่เป็น"...

นันทพร ไวศยะสุวรรณ์