
"ผู้ตรวจฯ"จัดติวสุวิทย์ก่อนไปประชุมมรดกโลก
ผู้ตรวจการแผ่นดิน จัดประชุมติว สุวิทย์ คุณกิตติ ก่อนไปประชุมมรดกโลกหวังเลื่อนขึ้นทะเบียนปราสามาพระวิหาร ยันไม่ยอมให้ไทยเสียดินแดน ด้านนักวิชาการยันไม่รับแผนที่เขมร ตัวแทน กต.ฉุนขาดถูกนำเอกสารลับมาเผยกลับทันที
(2ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้จัดประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยมีหน่วยงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประกอบด้วยนายปราโมทย์ โชติมงคล ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายศรีราชา เจริญพาณิช ผู้ตรวจการฯ นายปริญญา สิริสารการ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงศึกษาธิการ
นายปราโมทย์ กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นวันนี้เพื่อต้องการให้ผู้มีความรู้ในเรื่องดังกล่าว ช่วยกันให้ข้อมูลเวทีนี้เป็นเวทีที่ให้ข้อมูลกับนายสุวิทย์ และคณะในการที่จะนำไปต่อสู้เพื่อไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญครั้งที่ 34 ในระหว่างวันที่ 25 ก.ค.- 3 ส.ค. ที่ประเทศบราซิล โดยก่อนหน้านี้ทางผู้ตรวจการฯได้มีหนังสือถึงรัฐบาลขอให้ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมประชุมมรดกโลกคำนึงถึงจุดยืนประชาชนที่ไม่ต้องการให้เขมรล่วงล้ำอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือดินแดนปราสาทเขาพระวิหาร และจากมติครม. เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยพิเศษครั้งที่ 9 โดยในข้อ 4 ระบุว่า เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรบราซิลประจำยูเนสโกเห็นด้วยหากประเทศไทยจะเลื่อนการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกออกไปก่อนจนกว่าการปักปันเขตแดนจะแล้วเสร็จ ก็น่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี ถ้าหากในเวทีการประชุมมรดกโลกที่จะมีขึ้นนี้คณะผู้แทนไทยที่จะเดินทางไปสามารถนำเสนอข้อมูลประกอบที่มีความหนักแน่น
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการแสดงความคิดเห็นนักวิชาการที่ทำการศึกษาเรื่องดังกล่าว อาทิ นายสมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต อดีตผู้เชี่ยวชาญด้านมรดกโลกของยูเนสโก ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ นายวีระพันธุ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เห็นตรงกันว่า ผู้แทนประเทศไทยต้องแสดงท่าทีคัดค้าน และไม่ยอมรับกับการใช้แผนที่กำหนดแนวเส้นเขตแดนระหว่างอินโดนจีน-สยาม 1 ต่อ 2 แสน ที่เขมรนำมาใช้กล่าวอ้างในการขอขึ้นมรดกโลก เพราะเป็นแผนที่ที่มีความผิดพลาดหลายขั้นตอน หลายกิโลเมตร และเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่เป็นเรื่องของเขตแดน รวมทั้งต้องทำให้ยูเนสโกเห็นว่า ดินแดนที่จะมีการขึ้นมรดกโลกนั้นยังมีปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอยู่ เนื่องจากตามขั้นตอนการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของยูเนสโกนั้น หากยังมีปัญหาลักษณะดังกล่าวเขาก็มีหลักว่าให้ประเทศคู่กรณีมีการทำข้อตกลงร่วมกัน ซึ่งการจะทำข้อตกลงร่วมกันได้ต้องผ่านกระบวนการกฎหมายภายในประเทศ ตรงจุดนี้ไทยสามารถนำไปเป็นข้ออ้างได้ว่า ไทยไม่ยินยอมทำข้อตกลงร่วมกับกัมพูชา เพราะมีคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 23 และ 24 /2551 และคำพิพากษาของศาลปกครองเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 52 ที่ระบุว่าใครจะไปกำหนดเขตแดนที่ไม่เป็นคุณต่อประเทศจะกระทำไม่ได้ ถือว่าเป็นการละเมิดศาล
ด้านนายธัชชยุติ ภักดี รองอธิบดีกรมสนธิสัญญากระทรวงต่างประเทศ กล่าวว่า ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้ ทางคณะกรรมการมรดกโลกมีหนังสือเวียนอิเลกทรอนิกส์มาถึงไทยว่าหากต้องการโต้แย้งกรณีเขมรเสนอเอกสารเพื่อยืนยันการขอขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกให้ตอบกลับภายในวันที่ 9 ก.ค.นี้ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะขอใช้สิทธิโต้แย้ง และอยากให้สบายใจว่าการโต้แย้งทางกระทรวงต่างประเทศคำนึงถึงคำสั่งของศาลปกครองและคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการแสดงความเห็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับผู้แทนของกระทรวงการต่างประเทศที่นำโดย นายอิศร ปกมนตรี เอกอัครราชทูต ประจำกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากฝ่ายนักวิชาการนำเอกสารลงลับที่กระทรวงการต่างประเทศใช้ในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-ลาว ครั้งที่ 7 มาแสดงต่อประชุม เพื่อให้เห็นว่ากระทรวงต่างประเทศยังคงยึดแผนที่อัตราส่วน 1 ต่อ 2 แสนในการใช้ปักปันเขตแดน โดยนายอิศรได้ตำหนิว่าการนำเอกสารที่ลงลับมาเผยแพร่และนำมาอภิปรายกันนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากไม่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง และยืนยันว่ากระทรวงต่างประเทศยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก ซึ่งเมื่อนายอิศร กล่าวเสร็จก็รีบเดินทางกลับทันที
ขณะที่นายสุวิทย์ กล่าวว่า ถ้าใครได้ติดตามการทำงานของตนจะเห็นว่าตนไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลในสมัยนั้นที่สนับสนุนให้เขมรขึ้นทะเบียนมรดกโลก และได้บอกกับเจ้ากรมแผนที่ทหารในขณะนั้นว่าถ้ายังยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนจะมีปัญหาให้ไทยต้องเสียเขตแดน หลังจากนั้นตนก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอดจนถึงเวลาที่ต้องไปต่อสู้ ยืนยันว่าสุดใจขาดดิ้น แต่จะให้มาบอกว่าทำอย่างไรบ้างคงไม่สามารถบอกได้ เพราะถ้าถึงเวลาไปพูดกับคณะกรรมการก็เปรียบเสมือนว่าตนแก้ผ้าไปหาเขา
นายสุวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า อยากให้กลุ่มนักวิชาการและประชาชนที่มีข้อมูลเรื่องนี้ออกมาให้ข้อมูลเคลื่อนไหวกันมากๆ สำหรับตนถ้าใครรู้จักก็รู้ว่าตนเรียนภูมิศาสตร์สารสนเทศ มีความรู้และเข้าใจแผนที่ดีที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย การจะบอกว่าปราสาทเขาพระวิหารเป็นของไทยหรือไม่นั้น ปราสาทอยู่ใต้เขตแนวสันปันน้ำ ยังไงก็ต้องเป็นของไทยแน่นอน เรื่องแผนที่จึงไม่จำเป็นต้องพูด แต่เหลือเรื่องสนธิสัญญา ซึ่งก็ต้องไปเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลโลก ซึ่งอยากให้คนไทยเตรียมตัวให้พร้อม เพราะเชื่อว่าเขมรจะนำเรื่องนี้เข้าสู่ศาลโลกอีกครั้ง อีกทั้งในภายภาคหน้ามีโอกาสที่จะเป็นของเราแน่นอน
“ การไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยพิเศษ ครั้งที่ 9 ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.นั้น รัฐบาลไม่เคยมีนโยบายที่ชัดเจน ผู้แทนที่ไปแต่ละกระทรวง พูดกันคนละอย่าง รัฐมนตรีต่างประเทศก็พูดอย่างหนึ่ง กรรมการมรดกโลกฝ่ายไทยก็พูดอีกอย่าง ทำให้คนที่จะช่วยสนับสนุนก็งงและสับสน ดังนั้นการไม่มีความเป็นเอกภาพทางด้านนโยบายเป็นปัญหาใหญ่ ผ่านมาผมเขียนจดหมายถึงคณะกรรมการมรดกโลก ขอให้กระทรวงต่างประเทศไทยแปล เขาก็ไม่ยอมแปลให้ บอกว่าแรงเกินไป ผมก็บอกว่าผมจะรับผิดชอบเอง แต่เขาก็ไม่ยอม ทางกระทรวงต่างประเทศจึงทำจดหมายให้ผมไปยื่น แต่เมื่อดูข้อความแล้ว ผมก็บอกว่าไม่ยื่น เพราะยื่นไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ยืนยันว่าสิ่งที่ผมไปพูดกับเขาแรงมาก และข้อมูลที่นักวิชาการนำเสนอก็มีบางส่วนที่ผมก็มี และได้นำไปเสนอให้เขาเห็นบ้างแล้ว ” นายสุวิทย์ กล่าวและว่า
การต่อสู้เรื่องนี้เขมรจะไม่มีการเปลี่ยนตัวบุคลากรที่ทำเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น เช่น รองนายกฯ ที่ทำเรื่องปักปันเขตแดนก็จะนั่งในตำแหน่งเดิม รับผิดชอบงานเดิมไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ของไทยเปลี่ยนบุคลากรทุกปีจึงไม่มีความต่อเนื่อง และไม่เข้าใจเรื่องราวอย่างลึกซึ้ง



