ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - ลงทุนกับต้นไม้ ชนะการลงทุนทั้งปวง(2)

พอแล้วรวย - ลงทุนกับต้นไม้ ชนะการลงทุนทั้งปวง(2)

03 ก.ค. 2553

บทความฉบับที่แล้วเราชี้ให้เห็นว่าในฐานะปัจเจกชน การลงทุนกับต้นไม้ทั้ง “คุ้มค่า” และ “คุ้มทุน” กว่าการลงทุนในตลาดเงินตราทั้งปวง ในฐานะรัฐบาล การลงทุนกับต้นไม้มิใช่เป็นแค่ “ทางเลือก” แต่เป็นทางที่ต้องเลือกไม่ว่าจะอยากเลือกหรือไม่ก็ตาม ปัจจุบันนโยบายรัฐด้านท

   นอกจากจะไม่สามารถรักษาป่าไม้ที่มีอยู่ได้แล้ว เรายังได้ยินข่าวการบุกรุกทำลายป่า ลักลอบตัดไม้อยู่ทุกวี่ทุกวัน แม้จะไม่มีหลักฐานแต่เป็นที่รับรู้ว่าการตัดไม้ที่ผิดกฎหมายมักจะมีรายงานที่ตรงกันว่ามาจาก “ออเดอร์” ของนายทุนผู้ทรงอิทธิพล โดยมีนักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด การปกป้องป่าไม้ของประเทศจึงไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์และยุทธวิธีเดิมได้อีกต่อไป

  แม้ว่าจะมีการรณรงค์จิตสำนึกรักต้นไม้และมีโครงการปลูกต้นไม้จากภาคเอกชนและภาคประชาชนเกิดขึ้นจำนวนมาก กระแส “ความรัก” ก็ยังไม่ทันกระแส “การทำลาย” ที่สำคัญแทบจะไม่มีหน่วยงานไหนไปสำรวจความจริงเลยว่า การปลูกต้นไม้ในลักษณะ “จิตอาสา” ที่ปลูกไปแล้วเป็นล้านๆ ต้นเช่นว่านี้ อัตราการอยู่รอดของต้นไม้อยู่ที่เท่าไหร่ ไม่ต้องให้เป็นผู้เชี่ยวชาญก็รู้ว่า ต้นไม้ที่ปลูกแล้วปราศจากการดูแลต่อเนื่องนั้นโอกาสรอดเติบโตเป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงานั้น “ยากมาก” ความเป็นจริงที่เป็นอยู่จึงเท่ากับว่ามีการลงทุน “สูญเปล่า” เป็นจำนวนมากกับกิจกรรมปลูกต้นไม้ ทั้งเงินทุน เวลา และบุคลากร ด้วยเหตุที่ต้นไม้ส่วนใหญ่จะปลูกในที่ที่สาธารณะ ซึ่งไม่มีหน่วยงานไหนดูแลรับผิดชอบ ที่อาจารย์ยักษ์พูดเช่นนี้มิใช่ต่อต้านกิจกรรมรณรงค์ปลูกต้นไม้ เพียงแต่อยากจะสะกิดให้เกิดรูปธรรม “การลงทุนกับต้นไม้อย่างยั่งยืน”

 ปัญหาข้างต้นที่กล่าวมานี้จึงมาขมวดปมการแก้ปัญหาอย่างถาวรที่แนวคิด “ธนาคารต้นไม้” รัฐได้ลงทุนจำนวนมหาศาลให้แก่หน่วยงานที่มีหน้าที่ต้องดูแลต้นไม้ แต่ไม่ดูแล ขณะเดียวกันคนที่รักและอยากปลูกต้นไม้ก็ไม่ได้ปลูกต้นไม้ในที่ที่ของตน ไปปลูกอยู่ในที่ที่คนอื่นที่ไม่มีการดูแลต่อเนื่อง ธนาคารต้นไม้จึงเป็นทางออกให้รัฐได้ลงทุนให้แก่คนที่ต้องการปลูกต้นไม้ในที่ของตน และดูแลต้นไม้อย่างต่อเนื่องจนเติบใหญ่โดยไม่มีการทำลายเพราะใช้หลักคิด “ต้นไม้มีค่าเมื่อยังมีชีวิต”

 ด้วยวิธีการเช่นนี้ รัฐใช้งบประมาณเท่าเดิมแต่จะมีต้นไม้เกิดขึ้นเป็นล้านๆ ต้นในระยะเวลาอันใกล้ ธนาคารต้นไม้ยังเป็นทางออกของปัญหาเกษตรทิ้งถิ่นไปเป็นแรงงานในเมืองได้ อันเนื่องมาจากความล้มเหลวของภาคเกษตร การใช้ธนาคารต้นไม้จึงเท่ากับยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว หลักการปลูกต้นไม้ 5 ระดับจะเพิ่มปริมาณออกซิเจนในคราวเดียวถึง 5 เท่า รวมทั้งเป็นแหล่งข้าวปลาอาหารที่อุดมสมบูรณ์ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูก ธนาคารต้นไม้จึงเป็นการแก้ปัญหาป่าไม้ ความยากจน และการทิ้งถิ่นในคราวเดียวกัน

 เมื่อพิจารณาว่างบประมาณของรัฐมาจาก “ภาษี ” ของประชาชนที่มอบให้รัฐนำไปทำนุบำรุงประเทศและดูแลทรัพยากรของชาติ ในสถานการณ์ที่ทรัพยากรของชาติกำลังเข้าขั้นวิกฤติ ซึ่งเป็นตัวสะท้อนความไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิงของหน่วยงานที่รับผิดชอบ เพราะหน่วยงานนั้นไม่เพียงแต่ไม่ “ทำหน้าที่” แต่ยังมีพฤติกรรม “ทำลาย” รัฐบาลจึงไม่มีสิทธิ์เอาเงินที่มาจากหยาดเหงื่อของประชาชนมาบำรุงบำเรอหน่วยงานนั้นให้เกิดความเสียหายเพิ่มขึ้นอีกต่อไป

  อาจารย์ยักษ์เป็นคนหนึ่งที่ขอตัดสิทธินี้ของรัฐบาลและเรียกร้องให้รัฐนำเงินนี้กลับมาให้แก่ประชาชนผู้ที่มีความพร้อมและมี “ใจ” ที่จะดูแลทรัพยากรของชาติ และขอให้จงทำโดยเร่งด่วน เพราะทนไม่ได้ที่จะเห็น "ป่าหมดเพราะคนคด ป่ารันทดเพราะคนโกง"

"อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู"