
แซบอีลี่สีสันงานศิลป์ ของ "กิ๊ฟ" วริษา ภาสกรนที
เป็นอีกหนึ่งลูกไม้ที่เลือกจะหล่นใต้ต้น สำหรับสาวน้อยเจ้าของธุรกิจร้านอาหารวัยเพียง 25 ปี นามว่า "กิ๊ฟ" วริษา ภาสกรนที ดีกรีเป็นถึงลูกสาวเจ้าพ่อโออิชิ หากวันนี้คอลัมน์ ขอเวลานอก ชวนเธอมาเปิดเผยตัวตนอีกแง่มุมที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จักในฐานะ "ศิลปินนักวาดภา
ภายในร้านส้มตำชื่อดัง ทันทีที่พบหน้าทักทายลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเสี่ยตัน ซึ่งกำลังนั่งอยู่ท่ามกลางผลงานหลายสิบชิ้นที่เธอเตรียมเอามาโชว์ รีบเกริ่นให้ฟังเราคร่าวๆ ว่า ความสามารถในการวาดภาพของเธอ ถูกค้นพบโดยครูสอนศิลปะเมื่อครั้งตั้งใจจะเดินทางลัดฟ้าไปเรียนด้านภาษาที่เมืองผู้ดี
"ตอนเด็กๆ กิ๊ฟว่าตัวเองสนใจและถนัดเรียนทางด้านภาษามากกว่าวิชาอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาศิลปะที่จัดว่าอยู่ในขั้นแย่ ส่งผลงานแต่ละครั้งถ้าไม่ได้อาศัยฝีมือคุณแม่ช่วยคะแนนที่ได้ก็แค่พอผ่านเท่านั้น จนเมื่อไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ครูให้นักเรียนทุกคนทดลองวาดภาพเหมือน แต่ตัวกิ๊ฟเองวาดแล้วไม่เหมือน แต่อาจารย์ท่านนั้นกลับออกปากชมว่าวาดได้สวยดี แรกๆ ก็งงๆ ปนไม่เชื่อว่าท่านพูดจริงหรือไม่ สุดท้ายท่านก็เอาผลงานของศิลปินต่างชาติมาให้ดูเป็นการยืนยันว่าฝีมือเราเป็นแนวเดียวกับพวกเขา จึงเกิดเป็นความมั่นใจและกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เริ่มเรียนศิลปะตั้งแต่นั้นเรื่อยมา" สาวกิ๊ฟเล่าถึงจุดเริ่มต้นของถนนสายศิลป์
จากที่โหล่ในเมืองไทย อยู่ๆ กลายเป็นอันดับหนึ่งของชั้นเรียนที่เมืองผู้ดี จึงเหมือนเป็นแรงเสริมความมั่นใจทำให้รู้ใจตัวเองว่าชอบทางด้านนี้ จนกล้าตัดสินใจหันหางเสือ เปลี่ยนจากสถาบันภาษา มุ่งหน้าสู่ มหาวิทยาลัยเซ็นทรัล เซนต์ มาร์ตินส์ สาขา ดีไซน์ ฟอร์ เพอร์ฟอร์แมนซ์ เรียนศิลปะล้วนๆ ทั้งงานขีดเขียนลายเส้น ระบายสี และงานออกแบบ สาวกิ๊ฟเล่าว่า นับว่าโชคดีที่ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เข้าใจ
"พอเปลี่ยนใจเรียนศิลปะก็ปรึกษาที่บ้าน ซึ่งทั้งสองท่านก็เข้าใจ พร้อมกับให้กำลังใจว่า ขอแค่ลูกเรียนได้อย่างมีความสุขเท่านั้นพอ จากนั้นกิ๊ฟหมั่นฝึกปรือฝีมือตัวเองด้วยการตระเวนหอบเฟรมเข้าไปนั่งวาดรูปในสตูดิโอเกือบทุกวัน บางครั้งก็ไปเดินดูนิทรรศการตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ในช่วงแรกก็ฝึกวาดทุกแนว แต่พอหลังๆ จะชอบแนวแอ็บสแตรค แนวเทคเจอร์เน้นการใช้สีสันเยอะๆ โดยเฉพาะการวาดรูปบอดี้มีสัดส่วนนี่ชอบสุดๆ บางครั้งหากไม่มีใครเป็นแบบให้ก็ใช้ตัวเองนี่แหละง่ายดี" นักธุรกิจหัวใจอาร์ตเล่าอย่างติดตลก
เมื่อประเด็นการพูดคุยเป็นเรื่องราวของงานศิลป์ จึงต้องมีการโชว์ฝีไม้ลายมือเป็นการยืนยันกันบ้าง ดังนั้นในระหว่างการพูดคุยถึงสิ่งที่ได้รับนอกจากผลงานกองมหึมา สาวกิ๊ฟจึงคว้าพู่กัน หลอดสี และเฟรม ขึ้นมาป้ายไปปัดมาอย่างทะมัดทะแมงตามสไตล์สาวยุคใหม่คิดไวทำไว และที่สำคัญเน้นสีสันแซบสะใจจริงๆ อย่างที่เจ้าตัวว่าไว้
"กว่า 10 ปี ที่กิ๊ฟอยู่กับงานศิลป์ อีกสิ่งที่ได้รับไม่นับเรื่องสมาธิและฝีมือที่พัฒนาก้าวขึ้นจากวันแรกๆ ก็คือได้เรียนรู้ว่าศิลปะไม่มีคำว่าผิดหรือถูก สิ่งที่สวยงามสำหรับเราอาจจะไม่สวยงามในมุมมองของคนอื่นก็ได้ หรือแม้แต่ในส่วนของวิถีการดำเนินชีวิตก็ตาม ศิลปะมีส่วนเยอะมากโดยเฉพาะร้านอาหาร บางคนอาจจะคิดว่าธุรกิจกับศิลปะมักจะไปด้วยกันไม่ค่อยได้ แต่สำหรับกิ๊ฟแล้ว ร้านอาหารที่ทำอยู่ทุกวันนี้ไม่ใช่แค่ธุรกิจแต่ก็เหมือนเป็นการสร้างงานศิลป์อย่างหนึ่ง อย่างน้อยก็เรื่องการตกแต่งร้าน การบริหารจัดการ เป็นต้น และที่สำคัญศิลปะก็ทำให้กิ๊ฟได้เจอเพื่อนที่ดีมากมาย และหนึ่งในจำนวนนั้นคือ พี่โน้ส อุดม แต้พานิช เพราะเขาเป็นคนที่มีความรู้เยอะ ไม่ปิดกั้นคนอื่นและไม่ปิดกั้นตัวเองด้วย ไม่ใช่คนอยู่นิ่ง พยายามเสาะหาความรู้อยู่เรื่อยไป และไม่ว่ากิ๊ฟจะทำงานชนิดใด หากขอคอมเมนต์จากเขาก็จะได้ทุกเรื่อง" ศิลปินกิ๊ฟพูดพลางมือก็กวัดแกว่งไปบนเฟรมตามจินตนาการอย่างมีความสุข
ในฐานะศิลปินมีผลงานศิลป์มากมาย ขณะเดียวกันก็เป็นผู้หนึ่งที่ตะลอนดูผลงานของศิลปินต่างๆ ไปทั่วทุกมุมเมือง จึงอดถามไม่ได้ว่า จะมีโอกาสเปิดโชว์ผลงานสีสันแซบๆ ผ่านการจัดนิทรรศการของตัวบ้างหรือไม่???
ติสต์สาวตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเป็นการทิ้งท้ายชั่วโมงศิลปะว่า การโชว์ผลงานผ่านงานนิทรรศการเป็นความใฝ่ฝันของศิลปินทุกคนหากมีโอกาส แต่สำหรับเธอเมื่อมาก้าวเข้ามายืนจุดนี้ที่ทำธุรกิจด้วย ทำให้รู้สึกว่าศิลปะไม่ใช่ของเราคนเดียว คือ หากศิลปินยังไม่สามารถถ่ายทอดผลงานให้ผู้อื่นเข้าใจได้ นอกจากเจ้าของเพียงคนเดียว ก็ยังไม่ควรจะเปิดโชว์หรืออยากให้คนอื่นเข้าใจ...
เรื่อง / กอบแก้ว แผนสท้าน
ภาพ / สุกล เกิดในมงคล



