ไลฟ์สไตล์

กล้วยไม้หอม? (3)

กล้วยไม้หอม? (3)

02 ก.ค. 2553

จากนั้นจึงเดินเลี้ยวซ้ายเพื่อเข้าไปอีกซอยหนึ่ง พลันพบกับกองขยะกองใหญ่ ที่กองอยู่ริมถนนด้านซ้ายมือ

 พระพี่เลี้ยงได้พูดกับฉันว่า “ท่านครับ มันเหม็นนะครับ” เมื่อรับฟังแล้วฉันครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งแล้วจึงพูดขึ้นว่า “ท่าน ทั้งดอกไม้และกองขยะมันมีกลิ่นเป็นของจริง แต่ความหอมความเหม็นหาได้อยู่ที่ดอกไม้หรือกองขยะไม่ หากอยู่ที่มนุษย์แต่ละคนเป็นสัจธรรม”

 นี่แหละ ถ้าจะพูดสรุปในเรื่องนี้ก็คงกล่าวได้ว่า สิ่งที่พูดมาแล้วมันเป็นมายาภาพที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย์ หลังจากมนุษย์เกิดความรู้สึก แล้วก็หันไปหลงโทษสิ่งนั้นสิ่งโน้นว่ามันเหม็นอย่างที่คำโบราณพูดไว้ไม่ผิดว่า “มนุษย์ขี้เหม็น เคี่ยวเข็ญเทวดา”

 เหตุใดฉันจึงพูดเช่นนี้ คำตอบคือ ความประมาทขาดสตินั้นมันอยู่ที่มนุษย์ผู้มีกิเลส อย่าไปหลงโทษสิ่งนั้นสิ่งโน้นว่ามันเกิดจากอะไรต่อมิอะไร นั่นเขาเรียกว่า “คนหลงตัวเอง” ไม่เช่นนั้นแล้วคนเขาจะดูถูกว่ามนุษย์ทั้งๆ ที่รู้ว่าความจริงนั้นมันคืออะไรและอยู่ที่ไหน แต่จิตใจมนุษย์นั่นแหละที่มันทารุณ โหดร้าย กระทั่งทำให้ตัวเองไม่รู้ว่าสิ่งนั้นสิ่งโน้นมันคืออะไรและอยู่ที่ไหนกันแน่! คงหลงเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ

 ในที่สุด โทษใครไม่ได้ก็คิดโทษสิ่งที่มันอยู่ใกล้ตัวก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นข้ออ้างจนกระทั่งเสียนิสัย มันเสมือนกับความเชื่อที่ประณามตัวเองว่ามนุษย์หน้าด้านโดยไม่รู้สึกกระดากอาย

 ไม่เพียงเท่านั้น เรื่องที่ฉันเล่ามาทั้งหมด หลังออกบิณฑบาตและกลับเข้าวัดแล้ว ฉันได้คลานเข้าไปหาสมเด็จองค์อุปัชฌาย์เขียนลงหนังสือพิมพ์คอลัมน์ ไว ตาทิพย์ ยังปรากฏอยู่ด้านหลังปกของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ โดยฉันได้นำเรื่องราวทั้งหมดเท่าที่ได้กล่าวมาแล้ว มาเล่าฝากไว้ในข้อเขียนฉบับนั้น

 ถัดจากเช้าวันนั้นมาเพียง 2 วัน ก็มีครอบครัวหนึ่งเข้าไปหาฉันที่วัด พร้อมถามว่า “หลวงพ่อครับ บวชมาแล้วกี่พรรษา”

 เมื่อฟังคำถามแล้ว ฉันจึงตอบกลับไปว่า “อาตมาเพิ่งบวชเมื่อวานซืนนี้เอง นอกจากนั้นยังออกบิณฑบาตเมื่อเช้าวานนี้ด้วย”

 นี่แหละ! หลังคุยกันเช้าวันนั้นแล้ว ฉันได้หวนกลับพิจารณาตัวเองเพื่อค้นหาความจริง จึงพบคำตอบบนพื้นฐานสัจธรรมว่า “อดีตชาตินั้นมีจริง”

 ทั้งนี้ หาใช่ว่าตัวเองพบหลักธรรมเพราะมาบวชไม่ แต่มีมาก่อนนั้นแล้วจากผลการปฏิบัติอันนำไปสู่การเรียนรู้มาแต่อดีต!

"ระพี สาคริก"