
ชี้แก้ปัญหาอยุธยามรดกโลกได้หากมีจิตสาธารณะ
คณะทำงานมรดโลกชี้แก้ปัญหาอยุธยาได้หากมีจิตสำนึกสาธารณะ ปฎิบัติตามกฎหมาย-เห็นประโยชน์ส่วนรวม แนะเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว เพราะยังมีปัญหาใหญ่บุกรุกทำถนน ถมคลอง ย้ายตึกรอให้แก้อีกเพียบ
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. นายวสุ โปษยะนนทน์ สถาปนิกชำนาญการพิเศษ สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร คณะทำงานด้านมรดกโลกของกระทรวงวัฒนธรรม และอดีตเลขานุการ อิโคโมสไทย หรือองค์กรเพื่อการอนุรักษ์โบราณสถานและมรดกวัฒนธรรม ซึ่งเป็นที่ปรึกษาให้กับยูเนสโก กล่าวถึงกรณีปัญหาความขัดแย้งในการจัดสรรพื้นที่ให้แก่ร้านค้าบริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีผลกระทบต่อความเป็นมรดกโลกว่า การที่อยุธยาได้รับการยกย่องเป็นมรดกโลกนั้น แสดงว่าสถานที่แห่งนี้มีคุณค่าต่อมวลมนุษยชาติ มีพันธสัญญาให้ทุกคนที่เป็นเจ้าของต้องช่วยกันดูแลให้คุณค่านั้นคงอยู่ตลอดไป เมื่อมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ขาย ชาวอยุธยาไม่เห็นคุณค่า จึงมีผลต่อพันธสัญญาความเป็นมรดกโลกแน่นอน เมื่อคณะกรรมการยูเนสโกเดินทางมาประเมินคุณค่าอีกครั้ง มาพบปัญหาต่างๆ แล้วไม่มีการแก้ไข อยุธยาจะถูกขึ้นบัญชีมรดกโลกในภาวะเสี่ยง หรือ อันตราย ไว้ก่อน จากนั้นหากไม่มีการแก้ไขปัญหาอีก จะเข้าสู่กระบวนการถอดถอนมรดกโลก
นายวสุ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกระบวนการถอดถอนดังกล่าวไม่ได้ทำกันง่ายๆ และต้องใช้เวลาหลายปี แต่ก็เคยมีการถอดถอนจากการเป็นมรดกโลกมาแล้ว 1 แห่ง คือ ลุ่มแม่น้ำเอลเบ้ ประเทศเยอรมัน มรดกโลกด้านภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ที่เสนอว่ามีคุณค่าประวัติศาสตร์ สภาพภูมิทัศน์งดงาม ต่อมาทางรัฐบาลมีการสะพานข้ามแม่น้ำทำให้ภูมิทัศน์เสียไป มีการถกเถียงหลายปีจนได้ข้อสรุปว่ารัฐบาลจะสร้างสะพานต่อ สถานที่แห่งนี้จึงถูกถอดจากความเป็นมรดกโลก นี่เป็นตัวอย่างตามเหตุและผลพันธสัญญาความเป็นมรดกโลก หากประกาศว่ามีคุณค่าด้านใด ก็ต้องรักษาไว้ให้ได้
“ผมมองว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ค้าขายของพ่อค้าแม่ค้าในอยุธยานั้น เป็นเรื่องที่ง่ายมาก หากเรามีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจัง ชาวอยุธยา เทศบาล ก็ให้ความร่วมมือย้ายร้านค้าไปขายในที่ที่กรมศิลปากรจัดเตรียมไว้ให้ ถือเป็นเรื่องของจิตสำนึกที่ทุกคนจะเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน เราภาคภูมิใจในอยุธยา แต่ไม่ใช่ช่วยกันรักษา อย่าเอาแต่กอบโกย ผมเชื่อว่าปัญหานี้จะสามารถแก้ได้ แต่ปัญหาที่ยังรออยู่และเป็นเรื่องใหญ่กว่านั่นก็คือสร้างถนน ถมคลอง สร้างอาคาร ย้ายหน่วยงานราชการออกจากพื้นที่ไข่แดง เป็นเรื่องยากมาก เพราะหน่วยงานต่างๆ ปล่อยปละละเลยมาโดยตลอด รัฐบาลเอกก็มีความลำบากใจในการลงไปทำงานแก้ไขเรื่องความขัดแย้งระดับชาวบ้านเช่นนี้ เพราะไม่อยากมีความขัดแย้งกับมวลชน พ่อค้าแม่ค้าอีก ปัญหานี้จึงน่าจับตามากกว่าว่าจะมีทางออกกันอย่างไร” นายวสุ กล่าว



