ไลฟ์สไตล์

สธ.เร่งศึกษาวิจัยตำรับยาสมุนไพรรักษามะเร็ง

สธ.เร่งศึกษาวิจัยตำรับยาสมุนไพรรักษามะเร็ง

28 มิ.ย. 2553

กระทรวงสาธารณสุข เร่งศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาตำรับยาสมุนไพรและกระบวนการรักษาโรคมะเร็งของหมอพื้นบ้าน 228 คน ให้ได้มาตรฐานภายใน 5 ปี หากได้ผลพร้อมขึ้นทะเบียนยา เป็นทางเลือกในการรักษาแก่ผู้ป่วยมะเร็งภายในปี 2558 เผยขณะนี้คนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งสูงเป็นอันดับห

                    (28มิ.ย.) ดร.พรรณสิริ   กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมหมอพื้นบ้านและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจาก 54 จังหวัดทั่วประเทศ เจ้าหน้าที่กรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 250 คน เพื่อพัฒนาตำรับยาสมุนไพรพื้นบ้านและกระบวนการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งของหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้รับการดูแลรักษาที่มีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

 ดร.พรรณสิริกล่าวว่า ปัจจุบันโรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับหนึ่ง ในปี 2552 มีรายงานเสียชีวิตทั่วประเทศ 56,058 ราย มีผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาล 77,173 ราย มากที่สุดคือมะเร็งตับ 23,464 ราย รองลงมาคือมะเร็งเต้านม 23,356 ราย ปอด 18,480 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โรคนี้มีกระบวนการรักษาที่ยุ่งยาก เสียค่าใช้จ่ายสูง เพราะยาบางตัวเช่นยาฆ่าเซลล์มะเร็งมีราคาแพงเม็ดละประมาณ 3,000 บาท ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ขาดโอกาสเข้าถึงการรักษา หากรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายแสงทำลายเซลล์มะเร็งจะมีผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ร่างกายอ่อนแอลง ผู้ป่วยส่วนหนึ่งจึงหันไปรักษากับหมอพื้นบ้าน ซึ่งมักใช้สมุนไพรเป็นหลัก จากการสำรวจพบว่าปัจจุบันมีหมอพื้นบ้านที่ครอบครองตำรับยารักษามะเร็ง 228 คน โดยมี 108 คนที่ให้การรักษาผู้ป่วย   

 ผลการรักษาผู้ป่วยมะเร็งของหมอพื้นบ้านที่ผ่านมา เป็นเพียงการบอกเล่าว่าได้ผล ยังไม่มีการรวบรวมข้อมูลหรือการศึกษาวิจัยยืนยันอย่างเป็นระบบ ได้มอบนโยบายให้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ศึกษาวิจัยตามแนวทางมาตรฐานสากล ระยะเวลา 5 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2554-2558   โดยจะทำ 2 เรื่องใหญ่ คือการวิจัยตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ และศึกษารูปแบบการรักษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เชื่อถือได้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล หากพบว่าตำรับยาได้ผลดี ก็จะขึ้นทะเบียนจดตำรับยาให้ จะทำให้หมอพื้นบ้านได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากภาครัฐ และผู้ป่วยโรคมะเร็งได้รับการดูแลรักษาจากระบบที่มีการรับรองทางวิทยาศาสตร์แล้ว   
 
   ด้านพญ.วิลาวัณย์   จึงประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ผลการสำรวจในปี 2552 พบว่า การรักษาโรคมะเร็งของหมอพื้นบ้านแต่ละภาคคล้ายคลึงกัน โดยร้อยละ 72 มักใช้สมุนไพรตำรับเป็นหลักในการรักษา ร่วมกับการนวด การนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบ โดยผู้ป่วยที่รักษากับหมอพื้นบ้านร้อยละ 97 ผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์แผนปัจจุบันว่าเป็นมะเร็ง และ 2 ใน 3 ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ผลการรักษาผู้ป่วยร้อยละ 72 บอกว่าหาย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องศึกษาวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาและได้รับการยอมรับจากแพทย์แผนปัจจุบันและประชาชน

 ตามแผนการศึกษาและพัฒนาการใช้ภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ในปี 2553 นี้ จะรวบรวมข้อมูลและคัดกรองหมอพื้นบ้าน วิธีการและตำรับยาที่รักษามะเร็งได้ผลดี   น่าเชื่อถือ   และในปี 255 4 จะลงพื้นที่เก็บข้อมูลเชิงลึกจากหมอพื้นบ้านและผู้ป่วย จากนั้นจะทดสอบความเป็นพิษของตำรับยากับสัตว์ทดลองในห้องปฏิบัติการในปี 2555 และในปี 2556-2557 จะพัฒนาตำรับยาให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และทดลองใช้กับผู้ป่วยเพื่อดูประสิทธิภาพในการรักษา โดยจะประเมินผลการรักษาผู้ป่วยในปี 2558 ตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก 3 ส่วน คือ 1.ความเจ็บป่วยลดลง 2.ภูมิต้านทานของผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แข็งแรงขึ้น 3.มีชีวิตยืนยาวขึ้น

เล็งชงยาสุมนไพรไทย645รายให้กรมบัญชีกลาง

   นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทย และเป็น 1 ใน 10 นโยบายที่ตนได้เน้นย้ำในช่วงเข้ารับตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข เพื่อให้มีการใช้สมุนไพรไทยเพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันมียาสมุนไพรไทยเพียง 19 รายการเท่านั้น ที่จัดอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติและสามารถเบิกจ่ายจากระบบหลักประกันสุขภาพได้ แต่ล่าสุดทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้มีการจัดทำรายการยาสมุนไพรเพิ่มเติม 5 กลุ่ม รวม 645 รายการ คือ 1. ยาแผนไทยที่เป็นยาสามัญประจำบ้าน - แผนโบราณ 18 รายการ 2. ยาแผนไทยตามคัมภีร์ตำรับการแพทย์แผนไทย 71 รายการ 3. ยาแผนไทยตามตำรับโรงพยาบาล 479 ราย 4. ยาแผนไทยตำรับโรงพยาบาลเอกชน 77 รายการ และ 5. ยาแผนไทยปรุงสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายโดยแพทย์แผนไทย ทั้งนี้เพื่อใช้เบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ และจะนำเสนอต่อกรมบัญชีกลางได้พิจารณาต่อไปในปลายเดือนมิถุนายนนี้ ว่าจะอนุมัติให้ยาสมุนไพรรายการใดเบิกจ่าย

 นายจุรินทร์ กล่าวว่า การดำเนินการนี้เพื่อไม่เพียงแต่เป็นการสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการรอบรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่เปิดบริการในส่วนของการรักษาแพทย์แผนไทย โดยจะมีการบรรจุแพทย์แผนไทยจบใหม่ 150 คนกระจายไปทั่วประเทศ ทั้งนี้หากกรมบัญชีกลางอนุมัติจะทำให้สามารถเบิกค่ารักษาได้ทั้ง 3 ระบบ ทั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ

 ภ.ญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในฐานะคณะทำงานเพื่อพิจารณารายการยาสมุนไพร กล่าวว่า ในการคัดเลือกยาสมุนไพรไทยเพื่อใช้เบิกจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพนั้น ก่อนหน้านี้ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยฯ ได้ประชุมร่วมกับกรมบัญชีกลางเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยกรมบัญชีกลางขอให้ปรับแก้ในการจัดทำรหัสเพื่อใช้สำหรับเบิกจ่ายค่ายา เอกสารกำกับตำรับยาที่ชัดเจน รวมถึงมิการติงว่า 645 รายการเป็นจำนวนที่มากเกินไป และขอให้นำเสนอเข้ามาใหม่ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าจะมีการประชุมร่วมกันอีกหรือไม่ แต่ทั้งนี้รายการยาทั้งหมดจะต้องเสร็จสิ้นและเพื่อประกาศใช้ได้ในวันที่ 1 ก.ค. นี้ เนื่องจากประกาศของกรมบัญชีกลางเพื่อผ่อนผันการเบิกจ่ายยาสมุนไพรไทยจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. ซึ่งหากรายการยาดังกล่าวไม่ทันและกรมบัญชีกลางไม่อนุมัติ จะทำให้การเบิกจ่ายยาสมุนไพรมีปัญหา เพราะจะเบิกได้เฉพาะรายการยาสมุนไพรเดี่ยว 19 รายการ ที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น

 “ รายการบัญชียาสมุนไพรไทย ทางคณะทำงานได้คัดเลือกจากรายการยาที่มีการใช้และเบิกจ่ายในโรงพยาบาลที่มีอยู่หลายพันตำรับ ซึ่งจำนวน 654 รายการนั้น หากจะมองว่าเป็นจำนวนที่มากไปก็ได้ แต่มองในมุมส่งเสริมแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรไทยถือว่าไม่มาก รวมทั้งเมื่อไปเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันที่มีถึง 700-800 รายการ นอกจากนี้ที่ผ่านมาพบว่า เริ่มมีประชาชนที่หันมาสนใจใช้สมุนไพรไทยเพิ่มมากขึ้น ”