ไลฟ์สไตล์

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ครูมนตรี ตราโมท 2

โลกใบนี้ดนตรีไทย - ครูมนตรี ตราโมท 2

29 มิ.ย. 2553

ต่อเนื่องจากเมื่อฉบับที่แล้วหลังจากที่ ครูมนตรี ตราโมท ได้เดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของครูสมบุญ สมสุวรรณ ที่ จ.สมุทรสงคราม หลังจากฝึกฝีมือและเรียนรู้เพลงไทยเดิมรวมถึงวิธีการแต่งเพลงแล้ว ในพ.ศ.2460 ท่านจึงได้เข้ามาสมัครรับราชการใน กรมพิณพาทย์หลวง กรมมหาด

 โดยเจ้ากรมในตอนนั้นก็คือ พระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลกประสานศัพท์) และกรมปี่พาทย์หลวงในขณะนั้นก็จะมีบรมครูในวงการดนตรี เป็นข้าราชการประจำอยู่ในนั้นมากมายหลายท่าน จึงทำให้ครูมนตรี ตราโมท ได้มีโอกาสศึงษาและฝึกปรือฝีมือกับบรมครูหลายท่าน โดยครูมนตรี ตราโมท ได้เรียนฆ้องวงใหญ่จาก หลวงบำรุง จิตเจริญ (ธูปสาตนะวิไล) เรียนกลองแขกกับ พระพิณบรรเลงราช (แย้ม ประสานศัพท์) และในกรมปี่พาทย์หลวงนี้ได้มีโรงเรียนสำหรับให้เยาวชนในสมัยนั้น ได้ศึกษาวิชาสามัญ โดยมีชื่อโรงเรียนว่า โรงเรียนพรานหลวง ซึ่งครูมนตรีก็ได้จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ที่โรงเรียนแห่งนี้ด้วย

 ครูมนตรี ตราโมท ได้กินนอนและฝึกดนตรีอยู่ที่วังจันทร์ ซึ่งเป็นช่วงที่ครูมนตรีฝึกฆ้องวงใหญ่มากเป็นพิเศษ และต่อมาพระยาประสานดุริยศัพท์ จึงได้ให้ครูมนตรี ตราโมท มาฝึกระนาดทุ้ม โดยท่านพระยาประสานได้เป็นผู้สอนให้ สลับกับ พระพาทย์พิณบรรเลง (พิมพ์วาทิน) และต่อมาภายหลังครูมนตรี ตราโมท ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปอยู่ใน วงข้าหลวงเดิม ซึ่งเป็นวงที่ต้องตามเสด็จพระราชดำเนินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าหัวไปทุกๆ แห่ง โดยมีพระยาประสานดุริยศัพท์ เป็นผู้ควบคุมวงไปทุกๆ ครั้ง ซึ่งเป็นโอกาสที่ได้สั่งสอนนักดนตรีในวงทุกๆ คน จึงทำให้ครูมนตรี ตราโมท ได้รับความรู้อย่างกว้างขวางรวมถึงได้ประสบการณ์จากการได้เห็นพระราชกรณียกิจต่างๆ ตลอดจนการทรงแสดงละคร ซึ่งเหล่านี้ทำให้ครูมนตรี ตราโมท ได้รับประสบการณ์ทางตรง

 ใน พ.ศ.2463 ครูมนตรีได้เริ่มแต่งเพลงไทยเดิมเป็นเพลงแรก โดยเพลงที่แต่งนั้นมีชื่อว่าเพลงต้อยตริ่ง 3 ชั้น และหลังจากเพลงนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยวังหลวงได้นำไปบรรเลง ท่านจึงได้แต่งเพลงที่ 2 ตามมา ซึ่งก็คือเพลงพม่าเห่เถา ซึ่งก็ได้การตอบรับเป็นอย่างดีเหมือนเดิม และก็ยังใช้บรรเลงมาจนถึงในปัจจุบันนี้

 ครูมนตรี ตราโมท ได้ออกอุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ วัดสุวรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี บ้านเกิด เมื่อปี พ.ศ.2467 โดยมี พระครูโพธาภิรัติ เป็นพระอุปัชฌาย์ และท่ายยังสามารถสอบนักธรรมตรีสนามหลวง ได้เป็นอันดับหนึ่งของ จ.สุพรรณบุรี และหลังจากนั้นท่านก็ลาสิกขา และกลับเข้าไปรับราชการตามเดิม

 ในปี พ.ศ.2468 ครูมนตรี ตราโมท ได้เข้าพิธีครอบครู เพื่อเรียนเพลงองค์พระพิราพ ซึ่งถือว่าเป็นเพลงหน้าพาทย์หรือเพลงครูที่สูงสุด โดยมี ครูทองดี ชูสัตย์ เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทให้ ในงานพิธีไหว้ครูของกรมมหรสพหลวงนั่นเอง

 ในสมัยรัชกาลที่ 7 ได้มีการปรับปรุงกรมกอง เปลี่ยนย้ายสังกัด โดยวงพิณพาทย์หลวงได้โอนมาขึ้นกับกระทรวงวังพร้อมกรมโขนหลวง ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ก็ต้องโอนมาอยู่ในสังกัดนี้ด้วยโดยปริยาย และใน พ.ศ.2473 ได้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งมีชื่อสถานีว่า 7PJ และ 11PJ ซึ่งส่งกระจายเสียงอยู่เป็นประจำที่ศาลาแดง ซึ่งกรมพิณพาทย์หลวงต้องส่งวงดนตรีไปบรรเลงประจำทุกสัปดาห์ โดยได้จัดเป็น 4 วงหมุนเวียนสลับกันไป คือวงปี่พาทย์ไม้แข็ง วงปี่พาทย์ไม้นวม วงเครื่องสาย และมโหรี ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ได้อยู่ในวงเครื่องสายและมโหรี และนอกจากจะต้องเป็นผู้บรรเลงแล้ว ครูมนตรี ตราโมท ยังต้องช่วยแต่งเพลงให้แก่ทั้งสองวงได้บรรเลงออกอากาศ

 ในสมัย พระเจนดุริยางค์ ได้ตั้งโรงเรียนสอนดนตรีสากลและโน้ตสากล โดยใช้ชื่อว่าโรงเรียนวิทยาสากลดนตรี โดยครูมนตรีได้เข้าศึกษาในโรงเรียนนี้ด้วย จึงทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องดนตรีสากล โดยเฉพาะการเขียนโน้ตสากล

 ใน พ.ศ.2478 วงปี่พาทย์และโขนละครได้ย้ายมาอยู่ในสังกัดกรมศิลปากร ซึ่งครูมนตรี ตราโมท ก็ต้องย้ายตามต้นสังกัดไปด้วยในแผนกปี่พาทย์หลวง แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ครูมนตรีก็ย้ายมาประจำที่ โรงเรียนศิลปากร ซึ่งก็คือ วิทยาลัยนาฏศิลป ในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งในขณะนั้น พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ได้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า หลวงวิจิตรเป็นผู้ที่มีความสามารถในการแต่งเรื่องละคร จึงทำให้ครูมนตรี ตราโมท ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งก็ได้รับมอบหมายให้แต่งบทร้อง ทำนองเพลง รวมถึงได้เป็นผู้บันทึกโน้ตเพลงที่หลวงวิจิตรวาทการได้แต่งขึ้นอีกด้วย

 กำลังสนุกก็หมดเนื้อที่อีกแล้วครับ เอาไว้ฉบับหน้าผมจะมาเขียนประวัติของครูมนตรี ตราโมท ให้อ่านกันต่อ ซึ่งในฉบับหน้าครูมนตรี ตราโมท ก็จะย้ายกลับไปอยู่ที่กรมศิลปากร แต่จะเป็นแผนกใด เอาไว้ฉบับหน้าค่อยมาว่ากันใหม่ครับ...สวัสดี

"ขุนอิน"