
เพชร วังหอมเด็กเร่ร่อนวันนี้เขาคือ"ครู"สอนศีลธรรม
อย่ามองเด็กแค่ในวันนี้ แต่จงมองเขาในอีก 20 ปีข้างหน้า คติประจำใจที่ เพชร วังหอม ใช้เป็นแรงผลักดันในการทำงานเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่วัยรุ่น ในองค์กรพันธกิจสายด่วนวัยรุ่น ทำหน้าที่ไม่ต่างจากครูผู้สอนศีลธรรมแก่วัยรุ่นที่มีปัญหา นั่นเพราะหากในอดีต ครูอาสาคนห
ทวี หรือ เพชร วัย 27 ปี เล่าย้อนอดีตกว่า 20 ปี แต่ทุกเรื่องราวแห่งประสบการณ์ชีวิตอันโหดร้ายยังติดอยู่ในความทรงจำของเขาว่า วัย 6 ขวบนับแต่จำความได้ เขาอาศัยอยู่กับแม่และพ่อเลี้ยงที่จ.ปราจีนบุรี ภาพพ่อเลี้ยงซึ่งติดยาเสพติดและทุบตีทำร้ายร่างกายแม่ ไม่เว้นแม้แต่เขาที่พยายามเข้าไปห้ามปราม เป็นสิ่งที่เขาเห็นจนชินตาและประสบแทบทุกวัน เขาจึงตัดสินใจชวนแม่หนีและไปอยู่กับตาที่ จ.อุดรธานี ที่นี่เขาอาศัยอยู่ในคอกสัตว์ของเพื่อนบ้านกับแม่และพ่อเลี้ยงคนใหม่
ด้วยความยากจน ไม่มีกิน แม่พาเขาไปฝากให้อยู่วัด เป็นเด็กวัดได้ไม่นาน พ่อเลี้ยงคนใหม่ก็มาหาและบอกว่า “ไปเถอะลูกไปอยู่บ้านใหม่กัน” ทว่า บ้านที่เขาอยากมีกลับกลายเป็นสะพานลอย ที่ไร้แม้หลังคาบังแดดกันฝน
“บ้านจนต้องอยู่ในคอกสัตว์ของคนอื่น พอพ่อเลี้ยงมาชวนไปอยู่บ้านใหม่ ดีใจมาก ตามเขาไปโดยไม่รู้อะไร มารู้ตัวอีกที ผมนั่งขอทานอยู่บนสะพาน เมื่อถามพ่อเลี้ยง เขาก็บอกว่ายังไม่มีเงินเลยยังไปไม่ถึงบ้าน ผมก็เชื่อ มารู้ตัวว่าถูกหลอกและนึกถึงรถตู้ลักพาเด็กที่แม่เคยบอก ก็ตอนที่รู้สึกคิดถึงแม่และอยากกลับบ้าน จึงเดินลงสะพานลอย แต่พ่อเลี้ยงวิ่งเข้ามาหา และพูดว่าจะไปไหนไปไม่ได้ต้องอยู่ที่นี่” ทวีเล่าถึงจุดหักเหที่ทำให้เขาต้องเริ่มใช้ชีวิตเร่ร่อน
เขาจำใจรับสภาพนี้อยู่เป็นเวลาถึง 3 เดือน ก่อนตัดสินใจหนีจากพ่อเลี้ยงไปใช้ชีวิตของตัวเอง โดยอาศัยจังหวะพ่อเลี้ยงเมาแล้วหลับ เขาออกมาทั้งที่ยังไม่รู้จะไปไหน รู้แค่เพียงต้องหนีไปจากที่นี่เท่านั้น เขาวิ่งขึ้นรถเมล์มาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตอนนั้นไม่รู้ว่าที่ไหน คิดเพียงว่า มีสะพานลอยมากต้องขอเงินได้แน่นอน เขาลงจากรถเมล์หวังใช้อาชีพขอทานเลี้ยงชีวิตอยู่ที่นี่ แต่ต้องเจอกับเด็กเร่ร่อนเจ้าถิ่น ช่วงแรกจึงขอเงินไม่ได้ต้องขอข้าวเขากิน อนุสาวรีย์ชัยฯ เป็นบ้านที่เขาอาศัยอยู่นานถึง 3 ปี จนถูกจับไปใช้แรงงานในโรงงานนรกร่วมกับเด็กๆ ที่เผชิญชะตาชีวิตเดียวกันอีกจำนวนมาก บางคนต้องนั่งทำงานจนขาลีบเป็นง่อย เพราะไม่ได้ลุกไปไหน
“ผมเร่ร่อนขอทานอยู่คนเดียวที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จนวันหนึ่งขึ้นไปดูเขาเล่นเกมในห้าง แล้วก็มีคนเดินมาฉุดแขนและลากผมไป ผมพยายามร้องให้คนช่วย แต่ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วย คงรู้ว่าเราเป็นเด็กเร่ร่อน” ทวีกล่าว
จวบจนมีเด็กชุดใหม่เข้ามา เป็นวัยรุ่นแล้วพากันหนี เขาก็วิ่งตามเขาออกมา วิ่งแบบไม่คิดชีวิต เพราะมีทั้งคนคุมและสุนัขตัวใหญ่ไล่ตาม ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของเด็กที่โดนทุบตี ในใจจึงคิดแค่ต้องรอด หลังหนีรอดไม่รู้จะไปที่ไหน หมู่บ้านที่เคยอยู่ก็จำชื่อไม่ได้ เขาต้องกลับมาใช้ชีวิตเด็กเร่ร่อนที่บ้านเดิม “อนุสาวรีย์ชัยฯ” โดยผลัดเวรแบ่งยามตอนกลางคืนกับเพื่อน ป้องกันแก๊งลักพาเด็ก
และแล้วในวันหนึ่งเหมือนฟ้าจะมีตา "ครูอ๊อด" สุระชัย สุขเขียว อาสาสมัครครูข้างถนน เข้ามาพูดคุย ซักถามและชวนให้เขาไปอยู่ที่บ้านนกขมิ้น แต่ด้วยสภาพจิตใจที่ต้องเจอกับความหลอกลวงมาหลายต่อหลายครั้ง ทำให้ยากที่จะไว้วางใจใครได้อีกจึงปฏิเสธ นานร่วม 8 เดือนที่ครูอ๊อดยังคงวนเวียนมาดูแล จนเขาไว้วางใจ เมื่อครูเอ่ยปากชวนอีกครั้ง บ้านนกขมิ้น จึงเป็นบ้านใหม่ที่เขาเคยใฝ่ฝันครั้งออกจากวัด แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางนานกว่า 3 ปีและคนที่พาเขาไปไม่ใช่พ่อเลี้ยงที่เคยบอกเขาก็ตาม
จากนั้นชีวิต ทวี เริ่มเปลี่ยนไป เขามีบ้านหลังใหญ่อยู่เป็นหลักแหล่ง มีพ่อแม่ มีพี่น้อง ได้รับความรักความอบอุ่นด้วยความจริงใจ เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น รู้จักการรักษากฎระเบียบ ที่สำคัญเขาได้มีโอกาสกลับเข้าเรียนหนังสืออีกครั้ง หลังจากมานานถึง 3 ปี วันแรกในรั้วโรงเรียนทวีต้องพบเจอกับเสียงหัวเราะเยาะ คำล้อเลียน สายตาดูถูกเหยียดหยาม ไม่ต่างจากครั้งที่เขายังเป็นเด็กขอทาน
“ช่วงที่นั่งขอทานไม่กล้ามองหน้าคนที่เดินผ่าน เพราะกลัวและทุกครั้งที่เหลือบตาขึ้นมองจะพบสายตาที่เต็มไปด้วยการดูถูกและรังเกียจ มองผมเหมือนเป็นสิ่งแปลกปลอมที่สังคมไม่ต้องการ พอเข้าโรงเรียนเจอสิ่งเดียวกัน ทำให้ผมทรุด ไม่กล้าเจอใคร ไม่เล่นกับใคร” ทวีบอกถึงสิ่งที่รู้สึกครั้งนั่งขอทาน
ทวี ฝ่าฟันการเหยียดหยามของเพื่อนและสังคมมาได้ ด้วยการสอนของพ่อในบ้านนกขมิ้น ทำให้ทวีรู้ว่าเขามีบ้าน มีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ทวีเปลี่ยนทัศนคตินับแต่นั้น ทุกครั้งที่เพื่อนล้อทวีจะชวนมาบ้านตามที่พ่อบอก
ตั้งแต่นั้นมาทวีไม่กลัวที่จะเข้าเรียนหนังสือ จนจบ ม.ปลายและกำลังจะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศาสนศาสตร์ วิทยาลัยพระคริสตธรรมกรุงเทพในปีหน้า พร้อมกับเลือกทำหน้าที่ให้คำปรึกษาวัยรุ่นทางโทรศัพท์ โดยหวังจะใช้ประสบการณ์ตรงบอกเล่าให้เกิดประโยชน์แก่วัยรุ่นที่เจอปัญหา จนเด็กหลายคนเรียกว่า “ครู”
“เมื่อโอกาสมาถึง ขอให้ทุกคนฉวยเอาไว้ เพราะมันไม่ได้มาถึงเราบ่อยๆ และบางเส้นทางชีวิตกว่าจะประสบความสำเร็จและมีความสุข ย่อมต้องผ่านความทุกข์ยากมาก่อน หากเราลำบากตอนต้นตอนปลายจะสบาย แต่ถ้าสบายตอนต้นตอนปลายจะลำบาก ไม่อยากให้ทุกคนละทิ้งโอกาส”
ถึงวันนี้ ทวีบอกว่า เขาถือว่าตัวเองมีครอบครัวที่สมบูรณ์อย่างที่อยากได้สมัยที่เป็นเด็กขอทานและแลเห็นพ่อแม่จูงลูกเข้าไปเล่นเครื่องเล่นในห้างสรรพสินค้าด้วยความทะนุถนอมปกป้อง โดยที่ตัวเองทำได้แต่มองและตั้งคำถาม “ครอบครัวเราหายไปไหน”
0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 รายงาน



