
พอแล้วรวย - ลงทุนกับต้นไม้ ชนะการลงทุนทั้งปวง 1
มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าอยากมีความสุข 3 ชั่วโมงให้ตัดผมใหม่ อยากมีความสุข 3 วันให้ซื้อเสื้อใหม่ อยากมีความสุข 3 เดือนให้แต่งงานใหม่ อยากมีความสุข 3 ปี ให้สร้างบ้านใหม่ แต่ถ้าอยากมีความสุขตลอดชีวิตให้ ปลูกต้นไม้
ต้นไม้เป็นวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนไทย แม้เวลาออกเหย้าออกเรือน ต้นไม้ที่สะท้อนรากฐานของชีวิต เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว ก็เป็นส่วนสำคัญในขบวนแห่ขันหมาก สัญลักษณ์ของการเริ่มต้นครอบครัวใหม่ คนในอดีตยามที่เก็บเงินเก็บทองได้ก็จะลงทุนเงินและทองนั้นกับต้นหมากรากไม้และผืนแผ่นดิน
การลงทุนกับแผ่นดินและต้นไม้ค่อยๆ เหือดหายเมื่อวัฒนธรรม “ธนาคาร” แบบตะวันตกค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในสังคมไทย เมื่อเงินเป็นตัวชี้นำ ผู้คนจึงพากันทำให้ต้นไม้ “ตาย” เพื่อแลกเป็นเงิน
“การลงทุนเรื่องต้นไม้ กำไรกว่าลงทุนอย่างอื่น” นี่เป็นข้อสรุปของราษฎรอาวุโส นพ.ประเวศ วสี ที่ออกมาให้สติกับคนทั้งสังคมรวมทั้งชี้ให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ต้นไม้ นอกจากจะทำให้ผู้ที่เป็นเจ้าของร่ำรวยยิ่งกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ ต้นไม้ยังมีคุณค่าที่จับต้องไม่ได้มากมายคณานับ
อาจารย์ยักษ์ ในฐานะที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นประธาน “ธนาคารต้นไม้” ก็อยากจะออกมาตอกย้ำสิ่งที่คุณหมอประเวศได้ประกาศไว้อีกครั้งว่า “ลงทุนกับต้นไม้ ชนะการลงทุนทั้งปวง” ทั้งในแง่ส่วนตัว และผลที่ตกถึงส่วนรวม
ในแง่ส่วนตัว เงินที่เก็บสะสมแทนที่จะด้อยค่าไปตามกาลเวลาและภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน หากลงทุนกับต้นไม้ก็มีแต่จะเพิ่มพูนค่าขึ้น คิดแบบคณิตศาตร์เด็ก ป.4 ง่ายๆ ว่า หากเรามีเงินเพียง 1 แสนบาท ฝากธนาคารดอกเบี้ย 5% ภายในเวลา 10 ปี เงินจำนวนแสนนี้รวมดอกเบี้ยแบบทบต้นก็จะมีค่า รวมกันเพียง 155,133 บาท เพิ่มมา 5 หมื่นกว่าบาทเท่านั้น ถึงตอนนั้นเงินจำนวนนี้ก็แทบจะซื้ออะไรไม่ได้
หากเอาเงินนี้ไปลงทุนกับต้นไม้ เราจะได้ทุนเพิ่มเป็น 5 เท่า ตามการคำนวณของธนาคารต้นไม้ เพราะต้นไม้ 1 ต้นรวมการดูแลรักษาไป 10 ปี มีต้นทุนอยู่ที่ต้นละ 1,000 บาท หมายความว่าเงินลงทุน 1 แสนบาท เราจะได้ต้นไม้ 100 ต้น (ประเภทไม้ซุง เช่น สัก ตะเคียน ยางนา เต็ง ฯลฯ) แต่มูลค่าของต้นไม้ที่มีอายุ 10 ปี จะตกอยู่ที่ 5,000 บาทเป็นอย่างน้อย ฉะนั้นมูลค่าของต้นไม้ 100 ต้น อีก 10 ปีข้างหน้าจะมากถึง 5 แสนบาทเป็นอย่างน้อย
คนที่ไม่มีก้านสมองก็คิดออกว่า การลงทุนฝากเงินกับธนาคารทั่วไป กับการลงทุนกับต้นไม้ อย่างไหนจะคุ้มทุนกว่ากัน ในความเป็นจริง การปลูกต้นไม้ในพื้นที่ที่เท่ากัน เราสามารถปลูกไม้ได้ถึง 5 ระดับ สูง กลาง เตี้ย เรี่ยดิน และใต้ดิน หากใช้แนวคิดนี้ นอกจากไม้สูงที่มีมูลค่ามหาศาลแล้ว ผลหมากรากไม้อีก 4 ระดับก็ให้มูลค่าเกิน 5 แสนบาทแน่นอน
มองจากแนวคิดคุ้มทุน ตัวเลขข้างต้นก็ชี้ให้เห็นว่า “เกินคุ้ม” ที่จะลงทุนกับต้นไม้ มองจากแนวคิด “คุ้มค่า” ไม่มีอะไรจะคุ้มค่ามากเท่าการลงทุนกับต้นไม้อีกแล้ว เพราะธนาคารที่เก็บธนบัตรไม่เคยสร้างออกซิเจน มีแต่จะผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลก ไม่เคยให้ความร่มเย็น มีแต่พ่นควันร้อน ต้นไม้ให้ทั้งเงิน ให้ทั้งอาหาร อากาศ และร่มเงา ไม่เพียงเท่านั้น ต้นไม้ยังให้ความชุ่มชื้นและที่สำคัญให้ “น้ำ” กับมนุษย์เรา
ประเทศไทยเคยมีพื้นที่ป่าถึง 80% ของเนื้อที่ 320 ล้านไร่ เท่ากับ 256 ล้านไร่ ปัจจุบันเราเหลือไม่ถึง 20% หรือเพียง 64 ล้านไร่ และนี่คือที่มาของภัยพิบัติธรรมชาติ ที่เรากำลังประสบอยู่ เพราะเนื้อที่ป่าปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการคงความสมดุลของระบบนิเวศ ในฐานะที่เป็นประเทศเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งพาน้ำ การลงทุนกับต้นไม้จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ธนาคารต้นไม้ ถูกจัดตั้งขึ้นโดยคนที่รู้จริงเรื่องต้นไม้ เพื่อให้เป็นโรดแม็พของการฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ของประเทศ รวมทั้งเป็นกลไกและยุทธวิธีใหม่ให้รัฐสามารถลงทุนเรื่องต้นไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยร่วมกับภาคประชาชนแทนการปล่อยให้รัฐฉายเดี่ยว เพราะยิ่งภาครัฐทำงานแบบฉายเดี่ยวมากเท่าไร ประเทศไทยก็จะ “หัวโล้น” เร็วเท่านั้น
ในแง่ของรัฐ การไม่จริงจังกับการลงทุนกับต้นไม้ อาจารย์ยักษ์พูดได้คำเดียวว่า รัฐกำลังฆ่าตัวตาย !!
"อาจารย์ยักษ์ ณ มหาลัยคอกหมู"



