
บริษัทไทยคมเเจงการซื้อ-ขายหุ้นของผู้บริหาร
"กรณ์" ยันชี้แจงข้อหา ไทยคม ชัดเจนแล้ว ยันยังเป็นข้อกล่าวหาเดิม ที่ยังไม่มีหลักฐานใหม่ แนะส่งข้อมูลหลักฐานให้ก.ล.ต.-ตลท.ตรวจสอบดีสุด เตือนฝ่ายค้านให้ข้อมูลเท็จระวังเข้าข่ายผิดมาตรา240
(23มิ.ย.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยกรณีที่ร . ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนและประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ตั้งคำถาม 7 ข้อเกี่ยวกับการออกมาให้ข่าวของรัฐบาลจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเส็ก ของประเทศสิงคโปร์ว่า ตนได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวครบถ้วนแล้ว และมองว่ายังเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีข้อมูลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นกรตั้งคำถามของนายสุรพงศ์ โตวิจักรชัยกุล นายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ หรือแม้แต่ร.ต.อ.เฉลิม ก็ยังไม่มีหลักฐานเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม หากฝ่ายค้านมีข้อมูลเพิ่มเติมใหม่ ก็พร้อมที่จะไปชี้แจง เหมือนกรณีที่ไปชี้แจงข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการการเงินการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ปรากฎชัดว่า ไม่มีหลักฐาน เป็นเพียงการพยายามดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม ซึ่งเป็นเรื่องถนัดของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แต่จะดีที่สุดคือ หากใครมีเอกสารหลักฐานแล้วควรไปยื่นให้กับหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบโดยตรง ทั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.)
“ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีหน้าที่ขอข้อมูลมาที่ผมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนรู้เห็นในการเจรจาเกี่ยวกับการซื้อหุ้นไทยคม กามีส่วนรับรู้ว่ามีการซื้อขายหุ้นในช่วงที่ผ่านมาหรือไม่ ซึ่งในวันที่ไปชี้แจงต่อกรรมาธิการที่มีการกล่าวหาผมว่าให้ข้อมูลเท็จ ตามมาตรา 240 พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก.ล.ต.เองได้ชี้แจงว่า ตามม.240 เป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่อาจจะส่งผลต่อราคาหุ้น ซึ่งที่ผ่านมาการที่พรรคเพื่อไทยออกมากล่าวหาว่า มีนักการเมืองปั่นหุ้นทำกำไรไป 300 ล้านบาท ก็ชัดเจนว่าเป็นข้อมูลเท็จ และส่งผลต่อราคาหุ้นหรือไม่อย่างไร ” นายกรณ์กล่าวและว่าจึงเป็นเรื่องที่ก.ล.ต.จะไปตรวจสอบว่าการให้ข้อมูลเท็จดังกล่าวนั้นผิดตามกฎหมายด้วยหรือไม่
บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงถึงกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท คือ นายไพบูลย์ ภานุวัฒนวงศ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคนิค ได้ทำการขายหุ้นไทยคมบางส่วนไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยระบุว่า หุ้นดังกล่าวเป็นการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (Warrants) ตามโครงการจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญแก่กรรมการและพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย (Employee Stock Option - ESOP) โดยให้เลือกใช้สิทธิซื้อหุ้นในอัตรา ราคา และช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ และหากวันที่จดทะเบียนใช้สิทธินั้น ราคาหุ้นที่ได้รับสิทธิมีราคาต่ำกว่าราคาที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ผู้ใช้สิทธิจะต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามฐานการคำนวณภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับส่วนต่างราคานั้น ๆ ในทันทีด้วย
ทั้งนี้บริษัทฯ ได้สรุปการใช้สิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเป็นประจำทุกเดือนแจ้งเป็นเอกสารส่งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเปิดเผยในรายงานประจำปีของบริษัทฯ มาโดยตลอด ส่วนในกรณีของนายไพบูลย์ได้ใช้สิทธิการซื้อหุ้นในโครงการ ESOP - Grant II เป็นจำนวน 552,123 หุ้น ในราคาต้นทุน 7.73 บาทต่อหุ้น เมื่อเดือนมีนาคม 2551 และได้ขายหุ้นไปเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2553 จำนวน 200,000 หุ้น ในราคา 7.00 บาทต่อหุ้น จะเห็นได้ว่านายไพบูลย์ได้ซื้อและถือหุ้นมาเป็นเวลากว่า 2 ปี และขายไปโดยมิได้มีกำไรแต่อย่างใด การดำเนินการดังกล่าวเป็นการซื้อขายหุ้นในลักษณะปกติทั่วไป มิได้เกี่ยวข้องหรือมีการรับรู้ข้อมูลภายในล่วงหน้าแต่อย่างใด



