
ภูเขาหินภูพระบาททูตวัฒนธรรมมัดใจทูต
ฟ้าหลังฝนเริ่มสดใส คนไทยอยู่ในช่วงเยียวยารักษาจิตใจจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ทุกฝ่ายต่างร่วมมือร่วมใจกันสร้างสันติในสังคม กู้ภาพลักษณ์จาก สยามเมืองสยอง ให้กลับมาเป็น สยามเมืองยิ้ม
กลับมาเป็นสวรรค์ของคนไทยทุกคน รวมไปถึงความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติ นักลงทุน นักท่องเที่ยวอีกจำนวนหลายแสนคน ซึ่งนั่นหมายถึงเม็ดเงินรายได้ของประเทศจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปีละกว่า 5 แสนล้านบาท
เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้เชิญคณะเอกอัครราชทูตและภริยาจาก 20 ประเทศ 1 องค์กรสื่อมวลชนต่างประเทศและในประเทศ เข้าร่วมโครงการวัฒนธรรมสัญจรแหล่งมรดกโลก จ.อุดรธานี แม้จะถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีเหตุการณ์ก่อความไม่สงบเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 แต่เรื่องราวประวัติศาสตร์ ซากอิฐเก่าเมืองเก่า ชะง่อนผาตั้งตระหง่านทำหน้าที่ทูตวัฒนธรรมมัดใจผู้มาเยือนได้อย่างสมบูรณ์
โดยเฉพาะ “อุทยานแห่งชาติภูพระบาท” พระเอกของงาน ตั้งอยู่ที่บ้านติ้ว หมู่ 6 ต.เมืองพวน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2524 มีพื้นที่ 3,430 ไร่ เดิมชื่อ “ภูกูเวียง” อยู่แนวเทือกเขาภูพาน พบหลักฐานว่าเป็นแหล่งโบราณคดีที่มีมนุษย์อาศัยมาตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ติดต่อเรื่อยมาสมัยล้านช้างและอยุธยา มีภูเขาหินรูปร่างประหลาดแปลกตา ก่อตัวเป็นเพิงหินบนเขา
มองดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าไปตั้งซ้อนกันโดยธรรมชาติได้อย่างไร ชาวบ้านจึงเชื่อว่านี่อาจจะเป็น หลักของโลกและประตูสู่บาดาล ก็เป็นได้ และยังมีภาพเขียนสีรูปสัตว์ต่างๆ คล้ายผาแต้ม จ.อุบลราชธานี ยิ่งสร้างความศักดิ์สิทธิ์มีมนต์ขลัง โดยมีเรื่องราวบวกกับนิทานพื้นบ้านชาวไทยพวนเรื่อง “นางอุษา ท้าวบารส” ที่มีความรักต่อกัน แต่ถูกกีดกันจนสุดท้ายกลายเป็นโศกนาฏกรรมทำให้ทั้งคู่ตรอมใจตายที่ภูพระบาท
H.E. Mr.Aberto Yoacham เอกอัครราชทูตชิลี กล่าวว่า รู้สึกประทับใจที่ได้มาเห็นมรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญของไทย การต้อนรับด้วยรอยยิ้มอย่างอบอุ่นสมกับที่เป็นดินแดนแห่งรอยยิ้ม ตนและบรรดาเพื่อนๆ เอกอัครราชทูตประเทศยังมีโอกาสพบปะชาวบ้านในแถบภาคอีสาน เรียนรู้วัฒนธรรม ชมศิลปะการแสดงต่างๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้รู้จักคนอีสานมากขึ้น
“ก่อนหน้านี้ทราบว่าเมืองอุดรมีความวุ่นวาย เมื่อได้มาเห็นว่าตอนนี้เป็นเมืองที่สงบแล้ว จึงเป็นหน้าที่ของเราจะช่วยประชาสัมพันธ์ให้ชาวชิลีมาเที่ยวในเมืองไทย ปกติชาวชิลีมาเที่ยวไทยราว 8,000 คนต่อปี ถือว่ามากพอสมควร เมื่อคำนึงถึงระยะทางที่ค่อนข้างไกลและค่าใช้จ่ายสูง เชื่อมั่นว่าในอนาคตจะต้องมีนักท่องเที่ยวชิลีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอีก” H.E. Mr.Aberto กล่าว
H.E.Mr.Kamen Velichkov เอกอัครราชทูตบัลแกเรีย และ Mrs.Maya Velichkova ภริยา กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนมากจะเที่ยวทะเล ภูเก็ต สมุย ไม่ค่อยรู้จักบ้านเชียง ภูพระบาท มรดกโลกในประเทศไทย ดังนั้นจะต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวชาวบัลแกเรียมาเที่ยวมรดกโลกทางวัฒนธรรมให้มากขึ้น หากสถานการณ์ของไทยกลับสู่สภาวะปกติ ก็จะทำให้ชาวบัลแกเรียกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง
H.E.Mr.Stenberg เอกอัครราชทูตเดนมาร์ก กล่าวว่า แม้ไทยมีความไม่สงบทางการเมือง นักท่องเที่ยวชาวเดนมาร์กก็เดินทางมาเรื่อยๆ แต่ว่าไม่ได้มาอยู่กรุงเทพฯ แต่จะไปเกาะสมุย ภูเก็ต เชียงราย เชียงใหม่ อีสานมีบ้างแต่น้อย การร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จึงทำให้รู้สึกชื่นชอบการต้อนรับของชาวบ้าน ได้พูดคุยกับชาวบ้าน เพราะการที่มาโบราณสถานอย่างเดียว คงไม่ลึกซึ้งถึงการได้พบกับผู้คน และขออย่าให้มีการประท้วงขึ้นอีก ประเทศไทยจะได้สงบสุข นักเที่ยวก็จะกลับมา
ทั้งนี้คณะเอกอัครราชทูตและภริยาจาก 20 ประเทศ 1 องค์กร ได้แก่ บังกลาเทศ บัลแกเรีย ชิลี เดนมาร์ก ฮังการี อินเดีย เกาหลี โปแลนด์ สเปน รัสเซีย คิวบา อิสราเอล มองโกเลีย พม่า ปากีสถาน เปรู โปรตุเกส แอฟริกาใต้ สโลวัก ยูเครน สหภาพยุโรป ผลจากการจัดกิจกรรมครั้งนี้นอกจากเอกอัครราชทูตและภริยาพร้อมใจกันเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยแล้ว ยังได้รับประโยชน์ในด้านการหาเสียงสนับสนุนจากนานาชาติเสนออุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทขึ้นเป็นมรดกโลกในปี 2554 ด้วย
0 ผกามาศ ใจฉลาด 0 รายงาน



