
สมานฉันท์แบบพระ
ในภาวะที่ชาติเกิดวิกฤติเช่นนี้ มีประชาชนถามว่า "อาตมา หรือวัดสุทัศน์ จะทำอะไรช่วยชาติได้บ้าง ทำไมไม่ตั้งกองทุนกู้ชาติ" อาตมาก็เลยบอกว่า ชาติเราไม่ได้ล่ม ถึงจะต้องไปกู้ชาติ และทุนเล็กๆ น้อยๆ อย่าไปคิดถึงเลย อาตมาว่า "เราทำในสิ่งที่ถูกต้องดีกว่า เรามีทุนติด
ท่านผู้อ่านทุกท่าน ในภาวะที่ชาติมีความวิกฤติทางเศรษฐกิจเช่นนี้ มีหลายท่านถามอาตมาว่า "ทำไมท่านไม่รณรงค์ ในการหาทุนกู้ชาติบ้าง"
อาตมาก็ถามเขาว่า "จะกู้ด้วยวิธีไร?" เขาบอกว่า "เห็นพระหลายรูปได้เสนอวิธีการ"
ก็เลยบอกว่า ขอให้เข้าใจอย่างนี้ว่า ความคิดก้าวหน้าจะต้องไม่ก้าวร้าวต่อใคร ทุกคนมีความคิดก้าวหน้าทั้งนั้น แต่ในระยะหลังๆ นี่ ทั้งคน ทั้งพระ จะก้าวร้าวเกินไป ความคิดของเรานั้น จะต้องมีความเคารพในสิทธิของผู้อื่น อาตมามีหลักง่ายๆ อยู่ ๑๕ อย่า คือ
๑.อย่าอวดรู้ ๒.อย่าดูแคลน ๓.อย่าแสนงอน ๔.อย่าซ่อนเงื่อน ๕.อย่าเชือนแช ๖.อย่าแส่เรื่องของเผือก ๗.อย่าเสือกงานของเขา ๘.อย่าเอาแต่งานของตัว ๙.อย่ากลัวเขาหาว่า ๑๐.อย่าด่าเจ้านาย ๑๑.อย่าขายความลับ ๑๒.อย่าจ้องจับผิด ๑๓.อย่าคิดไม่ซื่อ ๑๔.อย่าดื้อจนด้าน และ ๑๕.อย่าค้านจนแค้น
ในสมถขันธกะ พระไตรปิฎกเล่ม ๒ (วิ.มหา. ๒/๘๗๙/๕๗๐) พระพุทธเจ้าอธิบายว่า วิธีระงับอธิกรณ์ (คดีความ) มี ๗ อย่าง ประกอบด้วย
๑.สัมมุขาวินัย การระงับแบบอยู่กันพร้อมหน้า ๒.สติวินัย ถ้ามีคนฟ้องว่าพระอรหันต์ทำผิด ก็ถือว่าข้อกล่าวหาเป็นโมฆะ เพราะพระอรหันต์ว่าย่อมเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ไม่ทำชั่วเด็ดขาด ๓.อมูฬหวินัย ระงับด้วยยกประโยชน์ให้ ถ้าทำขณะเป็นบ้า
๔.ปฏิญญาตกรณะ ตัดสินตามคำรับของจำเลย ๕.เยภุยยสิกา ระงับด้วยถือเสียงข้างมากเป็นหลัก ๖.ตัสสปาปิยสิกา ระงับไปด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิดตามควรแก่โทษ ๗.ติณวัตถารกะ ระงับด้วยให้ประนีประนอม หรือเลิกแล้วกันไป
ในการพูดให้เกิดความ "สมานฉันท์" นั้น จงคิดเถิดว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าที่จะต้องพูดให้ประชาชนเขาได้รับประโยชน์ ๔ ประการ คือ
๑.สันทัสสนะ หมายถึง พูดให้เกิดปัญญา
๒.สมาทปนะ หมายถึง พูดให้กล้าปฏิบัติ
๓.สมุตเตชนะ หมายถึง พูดให้กำจัดความชั่ว
๔.สัมปหังสนะ หมายถึง พูดให้กลั้วเสียงหัวเราะ
การสมานฉันท์โดยหลักของศาสนาและสังคมโลก อยู่ที่หลัก ๔ ประการ คือ
๑.รู้ความพลั้งผิดที่กระทำไป
๒.ขอโทษ
๓.ให้อภัย
และ ๔.ไม่ขุดคุ้ยเรื่องเก่า
"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) "



