ไลฟ์สไตล์

 'สารควบคุมจิตใจ'อาวุธสงคราม..อนาคต

'สารควบคุมจิตใจ'อาวุธสงคราม..อนาคต

22 มิ.ย. 2553

นักวิทยาศาสตร์ดัดแปลงจากสารเคมีที่ควบคุมฮอร์โมนในร่างกายและจิตใจมนุษย์มาทำเป็นอาวุธ หากเลือกสารที่มีคุณสมบัติทำให้จิตใจคนห่อเหี่ยว เมื่อศัตรูโดนสารตัวนี้แล้วจะรู้สึกซึมเศร้าหรือไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกาย

หลายประเทศทั่วโลกกำลังตกอยู่ในสภาวะสงครามและกึ่งสงคราม อาวุธจากประเทศค่ายตะวันตกและค่ายคอมมิวนิสต์ ต่างทะลักออกสู่สนามรบ ล้วนรุนแรงและอันตราย ไม่เว้นแม้แต่อาวุธชีวภาพที่นักวิทยาศาสตร์จากห้องทดลองหลายแห่งทั่วโลกพยายามคิดค้นเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรู และล่าสุดเทคโนโลยีไปไกลถึงขั้นที่ว่าผลิตอาวุธชีวภาพที่สามารถบังคับจิตใจมนุษย์ได้แล้ว

 นี่อาจเป็นการผลิตอาวุธรูปแบบใหม่เพื่อสงครามในอนาคต!!

 ช่วงสงครามเย็นหน่วยงานทหารหลายแห่งของอเมริกาและรัสเซีย แข่งกันผลิตและทดลองอาวุธร้ายแรง เช่น อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ หรืออาวุธเชื้อโรค หลังจากสหภาพโซเวียตล่มสลายเมื่อปี 2534 ชาวโลกผู้รักสันติกลับต้องพบกับความหวาดผวามากกว่าเดิม เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญอาวุธร้ายแรงจากรัสเซียเหล่านี้ ถูกกลุ่มก่อการร้ายและกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซื้อตัวไปทำงานตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก

 เว็บไซต์ทหารแห่งหนึ่งให้ข้อมูลว่า เฉพาะใน "สถาบันไบโอพรีพาแรท" (Biopreparat) ของรัสเซีย ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2516 เพื่อทดลองและผลิตอาวุธเชื้อโรคได้จ้างนักวิทยาศาสตร์มากกว่า 3,000 คน ให้ทำงานวิจัยและทดลองผลิตเชื้อโรคต่างๆ โดยเฉพาะเชื้อโรคที่ผลิตเป็นอาวุธชีวภาพได้ เช่น เชื้อแอนแทรกซ์ กาฬโรค ฝีดาษ อีโบลา ไข้สมองอักเสบ ไข้หวัดใหญ่ ฯลฯ

 หลังจากสถาบันถูกปิดลงเมื่อปี 2533 นักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้ได้กระจัดกระจายไปตามห้องทดลองทั่วโลก มีรายงานยืนยันว่าผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อโรคไม่ต่ำกว่า 300 คน อพยพจากรัสเซียย้ายไปอยู่ในศูนย์วิจัยอาวุธเชื้อโรค เชื่อกันว่ามีห้องทดลองในหลายประเทศ ที่สามารถผลิตอาวุธเชื้อโรคได้แล้ว แต่ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะมีปัญหาในการควบคุมพื้นที่เป้าหมาย หรือกลัวว่าเชื้อโรคจะแพร่กระจายไปทั่วจนควบคุมไม่ได้

 ปัจจุบันการทดลองอาวุธเชื้อโรคกำลังจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะมีการค้นพบอาวุธชีวะร้ายแรงรูปแบบใหม่ ที่เรียกกันว่า "ไบโอเรกูเลเตอร์" (BIOREGULATOR) โดยสารตัวนี้ดัดแปลงมาจากสารเคมีที่ใช้ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายมนุษย์ 

 พล.ต.ม.จ.เฉลิมศึก ยุคล ผู้ชำนาญการกองทัพบกและที่ปรึกษากรมวิทยาศาสตร์ทหารบก ตั้งชื่ออาวุธชีวภาพไบโอเรกูเลเตอร์ว่า "สารควบคุมชีวิตจิตใจ" เพราะนักวิทยาศาสตร์ดัดแปลงจากสารเคมีที่ควบคุมฮอร์โมนในร่างกายและจิตใจมนุษย์มาทำเป็นอาวุธ หากเลือกสารที่มีคุณสมบัติทำให้จิตใจคนห่อเหี่ยว เมื่อศัตรูโดนสารตัวนี้แล้วจะรู้สึกซึมเศร้าหรือไม่อยากเคลื่อนไหวร่างกาย หรืออาจใช้ฮอร์โมนที่มีคุณสมบัติทำใหจิตใจคนแปรปรวน เมื่อคนจำนวนมากโดนสารตัวนี้พร้อมกัน จะทำให้เกิดภาวะวุ่นวายสับสนขึ้นได้ ที่สำคัญอาวุธชีวภาพตัวใหม่นี้อาจสกัดจากสิ่งมีชีวิต หรือสังเคราะห์ขึ้นมาจากห้องทดลองก็ได้

 "อาวุธที่ใช้สารควบคุมจิตใจจะขึ้นอยู่กับนักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นว่า อยากใช้สารไบโอเรกูเลเตอร์ตัวไหน เช่น ใช้สารที่ทำให้รู้สึกติ๊งต๊อง หรือรู้สึกใจห่อเหี่ยวก็ได้ ในอนาคตอาวุธที่เป็นภัยคุกคามชาวโลก จะเป็นอาวุธที่นำสารรูปแบบใหม่หลายชนิดมาใช้ร่วมกัน สารเหล่านี้ไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า มีคุณสมบัติแบบใด เป็นอาวุธเคมี หรืออาวุธเชื้อโรค อาวุธพวกนี้จะอยู่ตรงกลางระหว่างสารเคมีกับสารชีวภาพแบบดั้งเดิม เช่น อาวุธที่ใช้สารจุลินทรีย์ดัดแปลงพันธุกรรม สารท็อกซินสังเคราะห์ ฯลฯ มีการเตือนว่าหลายประเทศกำลังเตรียมทดลองอาวุธกลุ่มใหม่นี้" พล.ต.ม.จ.เฉลิมศึกอธิบาย

 สำหรับประเทศไทยนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธข้างต้นยืนยันว่า กลุ่มก่อการร้ายที่จะปฏิบัติการในไทยน่าจะยังใช้อาวุธเคมี ซึ่งเป็นอาวุธชีวภาพแบบดั้งเดิมมากกว่า เพราะหาได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก พร้อมยกตัวอย่างสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง เช่น การจี้รถบรรทุกสารเคมีปริมาณมาก หรือบุกยึดโรงงานอุตสาหกรรมเคมี หรือขู่ระเบิดโรงงานที่มีสารเคมีอันตราย ทั้งนี้ เคยมีรายงานกรณีตัวอย่างที่ผู้ก่อการร้ายในไทยเริ่มทดลองใช้น้ำกรดประกอบกับวัตถุระเบิดแสวงเครื่องแล้ว แต่ไม่มีประสิทธิภาพขั้นรุนแรงตามที่ตั้งใจไว้จึงเลิกใช้ไป

 ด้าน ผศ.ดร.วิเชษฐ์ ลีลามานิตย์ รักษาการหัวหน้าภาควิชาชีวเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยอมรับว่า หากกลุ่มก่อการร้ายใช้อาวุธเคมีหรืออาวุธชีวภาพในเมืองไทยจริง ต้องเกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างแน่นอน เนื่องจากยังไม่มีหน่วยงานใดที่พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว ไม่เหมือนต่างประเทศที่จัดหลักสูตรเฉพาะขึ้นมา และส่งเจ้าหน้าที่ไปอบรมอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานสาธารณสุข จึงอยากแนะนำให้รัฐบาลเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ด้วย เช่น มีหน่วยงานรวบรวมแพทย์ เภสัช หรือผู้เชี่ยวชาญในการดูแลรักษาผู้ป่วยจากสารเคมี สารรังสี สารนิวเคลียร์

 ตลอดจนจัดตั้งหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะขึ้นมาให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการโดยตรง เพื่อเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่กลุ่มคนจำนวนมากได้รับบาดเจ็บจากพิษของอาวุธเคมีหรือาวุธชีวภาพ