
ขีดเส้น7ก.ค.ไทยคมต้องสรุปก.ล.ต.โบ้ยคลังสอบหุ้น
"จุติ"เผยนายกฯ เรียก ถกไทยคม 22 มิ.ย. ขีดเส้นคณะทำงาน 7 ก.ค.ชัดเจนต้องได้ข้อสรุป ด้าน กรณ์ รับคำท้า "สุรพงษ์ แจงกรณีปั่นหุ้นไทยคม ขณะที่ ก.ล.ต.ทำหนังสือถึงรมว.คลังตรวจสอบเชิงรุกหลังพบซื้อ-ขายหุ้นไทยคมสูงผิดปกติ
ยังเดินหน้าหาข้อสรุปในการซื้อดาวเทียมไทยคมคืนจากบริษัทเทมาเส็ก โฮลดิ้ง ประเทศสิงคโปร์ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า วันที่ 22 มิถุนายน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เรียกเข้าหารือ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะคุยในประเด็นใดบ้าง ซึ่งคาดว่าจะสอบถามความคืบหน้ากรณีไทยคม นอกจากนี้ การนำวาระเสนอครม.ในวันเดียวกัน โดยจะยังไม่มีวาระอะไรเสนอเข้าที่ประชุม
ขีดเส้น 7 ก.ค.ชัดเจนไทยคม
นายจุติ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ได้เชิญหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวกับสัญญาสัมปทานมือถือระหว่าง บมจ.ทีโอที บมจ. กสท โทรคมนาคม และคณะกรรมการมาตรา 22 สัญญาดาวเทียมไทยคม เข้าพบเพื่อให้นโยบายและติดตามผลการดำเนินงานของหน่วยงาน เพื่อทำประเด็นตามที่ประชาชนและสื่อหนังสือพิมพ์เสนอ โดยเร่งให้คณะทำงานทุกส่วนต้องส่งรายละเอียดทั้งหมดให้เสร็จวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 16.30 น. ทั้งนี้คณะทำงานต้องชี้แจงและเติมประเด็นให้ครบ โดยกรอบเวลาที่เหลือจะต้องระบุให้ชัดเจนว่ามติอะไร ให้รวบรวมข้อเท็จจริงเหตุผลที่วินิจฉัย ทั้งรายละเอียดที่ขาย สมมติว่าสัญญาใครสร้างความเสียหายกับรัฐเท่าไร วิธีการคำนวณใช้พื้นฐานอะไรบ้าง
“การคุยวันนี้เพื่อให้ครบทุกประเด็นตามกรอบของคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจน ไม่ต้องส่งกลับไปทำใหม่ เช่น รายละเอียดสัญญาสัมปทาน ถ้าเกิดความเสียหายกับรัฐให้ระบุมาให้ชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง มูลค่าเท่าไหร่ และเสียหายอย่างไร”
เหน็บ“สุรพงษ์”แกล้งโง่หรือโง่จริง
ขณะที่นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ออกมาแสดงความโง่ กรณีการซื้อคืนบริษัทดาวเทียมไทยคม เพราะมีเพียงวงโคจรเท่านั้นที่เป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐว่า ทั้งตัวดาวเทียมไทยคม และวงโคจรถือเป็นสมบัติของรัฐ โดยตัวดาวเทียมนั้นเมื่อยิงขึ้นสู่วงโคจรแล้วจะต้องเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐภายใต้สัญญาบีทีโอ มีวันและเวลาที่โอนเป็นกรรมสิทธิ์ของประเทศไทยอย่างชัดเจน ดังนั้นอยากถามกลับว่าการออกมาให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเป็นจริงนั้น เป็นการสะท้อนความโง่ของคนพูด หรือตั้งใจโง่ พรรคยืนยันว่าจะสะสางทุกปัญหาที่ถูกหมกไว้ใต้พรมให้ถูกต้องตามกฎหมายก่อนที่จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
"กรณ์”รับคำท้าแจงกรณีปั่นหุ้นไทยคม
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการตรวจสอบหากลุ่มบุคคลที่ได้ประโยชน์จากการปั่นหุ้นไทยคมหลายร้อยล้านนั้น วันเดียวกันนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า วันที่ 22 มิถุนายนนี้ได้ตอบรับคำรับเชิญของนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการเงินการคลังและการธนาคาร สภาผู้แทนราษฎร ให้ไปชี้แจงกรณีการเคลื่อนไหวของหุ้นบริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมถึงตัวแทนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ก็จะไปชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
“ผมได้ทำหนังสือตอบรับกลับไปแล้วว่าถ้าท่านประธานคณะกรรมาธิการฯ มีความตั้งใจจริงจะพิสูจน์ข้อเท็จจริงในเรื่องการปั่นหุ้นไทยคมก็ขอให้เชิญนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย และนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.พรรคเพื่อไทยมาร่วมชี้แจงด้วย เพราะเป็นบุคลที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้ว่ามีหลักฐานว่าใครอยู่เบื้องหลังการปั่นหุ้น เกี่ยวโยงกับนักการเมืองคือใครถึงขั้นระบุตัวอักษรย่อ และทราบถึงจำนวนผลกำไรที่เกิดขึ้นว่ามีการทำกำไรไป 300 ล้านบาท ซึ่งขนาดก.ล.ต.และตลาดฯ ยังไม่ทราบ ผมเองก็อยากทราบข้อเท็จจริงเช่นกัน” นายกรณ์ กล่าวและว่าอยากให้คณะกรรมาธิการฯ ทำงานแบบจริงจังไม่อยากให้เกาะกระแสไปวันๆ และหากจะแสดงเจตจำนงว่าจะทำงานจริงก็ต้องเชิญ 2 ท่านมาชี้แจงด้วย
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การเคลื่อนไหวของตลาดหลักหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากและเคลื่อนไหวเชิงบวก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เริ่มคลี่คลายหลังจากนายกรัฐมนตรีออกมายืนยันเดินหน้าแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเสนอแผนปรองดองแห่งชาติ ซึ่งจะทำให้เกิดผลดีต่อเศรษฐกิจตามมา ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจเองก็อยู่ในเชิงบวกทั้งการส่งออกที่ขยายตัวสูงมากเป็นประวัติการณ์ ทำให้ไทยเดินดุลการค้าล่าสุดถึง 2,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความมีเสถียรภาพ
ก.ล.ต.ทำหนังสือถึงกรณ์ขอข้อมูลปั่นหุ้น
ด้านนางจารุพรรณ อินทรรุ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายงานเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบการซื้อขายหุ้นไทยคม (THCOM) เบื้องต้นพบข้อมูลการซื้อขายมีปริมาณมาก ก่อนวันที่รัฐประกาศจะซื้อคืนจากเทมาเส็ก แต่เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความผิดปกติในส่วนของการใช้ข้อมูลภายใน หรือมีการปั่นหุ้นหรือไม่ แต่ข้อมูลการซื้อขาย ที่ขอจากตลาดหลักทรัพย์พบมีการซื้อขายจำนวนมาก ก่อนจะออกข่าว รวมทั้งในวันที่ 14-15 มิถุนายน 2553 มีการซื้อขายหุ้นที่ผิดไปจากสภาพปกติ ทั้งปริมาณการซื้อขายและมูลค่าการซื้อขายที่สูง
"ขณะเดียวกันยังพบว่าการซื้อขายหุ้นในระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมามีการซื้อขายหุ้นที่ผิดไปจากปกติ ซึ่งคงต้องเข้าไปตรวจสอบในเชิงลึกจากข้อมูลดังกล่าวอีกครั้ง อย่างไรก็ตามสำนักงานก.ล.ต.ได้ทำหนังสือไปถึงนายกรณ์ เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบุคคลที่ได้ร่วมเดินทางไปเจรจากับกองทุนเทมาเส็ก เพื่อที่จะได้นำมาตรวจสอบไปเชิงลึกต่อไป" นางจารุพรรณ กล่าว
เผยเรื่องซับซ้อนยังสรุปไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบข้อมูลจะต้องใช้เวลา เนื่องจากมีความซับซ้อน จึงทำให้ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาว่าจะสรุปได้เมื่อใด ซึ่ง ก.ล.ต.ได้เร่งตรวจสอบกรณีหุ้นไทยคม เนื่องจากเป็นที่สนใจของสาธารณชน จึงเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยเร็วด้วยความโปร่งใส เพราะมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้
ส่วนการเคลื่อนไหวราคาหุ้นไทยคม เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกที่เปิดให้ซื้อขาย หลังจากตลาดหลักทรัพย์ได้สั่งให้ซื้อขายได้เฉพาะในบัญชีเงินสดเท่านั้น โดยราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง และเปิดซื้อขายหุ้น 6.05 บาท จากนั้นปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ระดับ 5.85 บาท และมาปิดตลาดที่ราคา 5.90 บาท
นอกจากนี้หากพิจารณาข้อมูลย้อนหลังไปในวันที่ 14-15 มิถุนายนที่ผ่านมา พบว่า ปริมาณการซื้อขายและมูลค่าการซื้อขายรวม สูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจากปริมาณการซื้อขายต่อวันในเดือนมิถุนายนไม่ถึง 20 ล้านหุ้น แต่ในวันที่ 14 มิถุนายน เพิ่มขึ้นสูงถึง 124.93 ล้านหุ้น ขณะที่มูลค่าการซื้อขายรวม 825.59 ล้านบาท ส่วนในวันที่ 15 มิถุนายน มีปริมาณการซื้อขายสูงถึง 175.77 ล้านหุ้น มูลค่าสูงขึ้นเป็น 1346.86 ล้านบาท



