
กุมารแพทย์ชวนพ่อแม่ค้นหาอัตราเสี่ยง "โรคภูมิแพ้ในเด็ก"
ด้วยสภาวะอากาศที่มากไปด้วยมลพิษในปัจจุบัน ทำให้ "โรคภูมิแพ้" กลายเป็นโรคยอดฮิตที่มีอัตราเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะ "โรคภูมิแพ้ในเด็ก" ที่ยังคงมีอัตราการเพิ่มขึ้นทุกปี โดยจากการวิจัยเด็กไทยเป็นภูมิแพ้มากกว่าเดิม 3 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้เหล่านี้ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด จึงได้จัดสัมมนาหัวข้อ "สืบให้รู้ดูให้แน่ โรคภูมิแพ้ป้องกันได้" โดยเชิญ ผศ.พญ.จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ความรู้ เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาภูมิแพ้ในทารกและเด็ก ทั้งยังให้ความรู้แก่มารดาเพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้แก่ลูก
ผศ.พญ.จรุงจิตร์ เผยว่า การประเมินความเสี่ยงจากประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว จะมีส่วนช่วยระบุว่า ทารกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้พ่อแม่รับมือด้วยการป้องกันภูมิแพ้ของทารกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ และอย่างถูกต้อง จากการศึกษาพบว่าแม้แต่ทารกที่พ่อแม่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลย ลูกยังคงมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณ 14 เปอร์เซ็นต์
"จากประสบการณ์ในการรักษาเด็กที่เป็นโรคภูมิแพ้ในรอบ 10 ปี มีคนไข้เป็นโรคนี้เกือบ 400 รายแพ้นมวัว ส่วนมากเป็นเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่เด็กผู้หญิงมักจะแพ้นมวัวประมาณขวบกว่าๆ ซึ่งเด็กเล็กระยะเวลาในการแพ้ของเขาจะเริ่มตั้งแต่ 2 นาที ถึง 12 ปี อาการแพ้คือทานนมแล้วปากบวม หน้าบวม มีผื่นขึ้น และอาจจะถึงขั้นช็อกรุนแรง ดังนั้น การศึกษาประวัติภูมิแพ้ภายในครอบครัวจึงเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับผู้หญิงไทยเวลาตั้งครรภ์มักจะดื่มนมวัวมากกว่าปกติ เพื่อให้เด็กโตและแข็งแรง แต่นมวัวจะมีโปรตีนตัวหนึ่งซึ่งจัดว่าเป็นสิ่งแปลกปลอมสำหรับทารก ร่างกายทารกจะสร้างภูมิต่อต้านตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ดังนั้นเมื่อเด็กกลุ่มนี้แพ้นมวัวมีโอกาสแพ้อาหารอื่นๆ ร้อยละ 50 อย่าง ไข่ อาหารทะเล ซึ่งเด็กเหล่านี้จะต้องยืดเวลาในการรับประทานอาหารประเภทนี้ออกไป
เด็กที่แพ้นมวัวในไทยมักจะแสดงอาการทางเดินหายใจ คือ โรคแพ้อากาศ หรือโรคหอบหืดเป็นอันดับ 1 ทางเดินอาหาร เช่น อาเจียน ท้องเสียเรื้อรัง หรือมีเลือดออกในทางเดินอาหารเป็นอันดับ 2 และอาการแพ้ทางผิวหนังเป็นอันดับ 3 โรคนี้เกิดจากพันธุกรรมเป็นหลัก ถ้าแม่เป็นภูมิแพ้ โอกาสที่ลูกจะเป็นสูงถึง 30-50 เปอร์เซ็นต์ ถ้าพ่อเป็นจะมีโอกาสเสี่ยง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ลูกจะมีโอกาสเป็นสูงถึง 60-70 เปอร์เซ้นต์" ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ฯ แจกแจง
เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกเสี่ยงต่อโรคภูมิแพ้ในเด็ก คุณหมอคนเก่งจึงแนะนำว่า น้ำนมที่ดีที่สุดคือนมแม่ แต่เมื่อแม่ต้องทำงานไม่สามารถให้นมลูกได้ จึงมีการปรับสูตรนมวัวให้มีโปรตีนใกล้เคียงกับนมแม่ พัฒนาสูตรนมวัวเพื่อเลี้ยงทารก แต่ถึงอย่างไร นมแม่ยังคงเป็นน้ำนมอันทรงคุณค่าและดีที่สุดสำหรับทารก ทั้งยังลดอัตราทารกไปเจอกับโปรตีนแปลกปลอมในนมวัวด้วย
"นมแม่จะมีจุลินทรีย์สุขภาพ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย ปัจจุบันจึงนำมาใส่ในนมเปรี้ยว โยเกิร์ต เพื่อเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย เสริมความแข็งแรงของเยื่อบุอาหาร ทางเดินอาหาร ดังนั้นการป้องกันอย่างง่ายๆ เริ่มจากแม่ตั้งท้องไม่ควรดื่มนมวัวหรืออาหารอย่างใดอย่างหนึ่งมากจนเกินไป หากต้องการแคลเซียมเพิ่มควรจะรับประทานแคลเซียมแบบเม็ดเสริมแทน แต่ทั้งนี้เด็กที่เป็นภูมิแพ้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้นมวัวมาก่อน เด็กบางคนกินนมแม่มา 1 ปี อายุ 2-3 ขวบ อาจจะเป็นโรคภูมิแพ้ก็ได้ สาเหตุเกิดจากสภาพสิ่งแวดล้อม" ผศ.พญ.จรุงจิตร์ อธิบายทิ้งท้าย
เอาล่ะ...คุณพ่อคุณแม่มือใหม่คู่ไหน ที่กำลังวางแผนจะมีบุตรล่ะก็ อย่าลืมตรวจเช็กความเสี่ยงของการเกิดโรคภูมิแพ้ก่อนด้วยนะคะ จะได้เริ่มป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อความสุขของทุกคนในครอบครัวนั่นเอง...



