
"เลเซอร์"อันตรายใน...มือแพทย์
ในยุคที่ความสวยความงามถูกกำหนดด้วยฝีมือแพทย์และอุปกรณ์ไฮเทคอย่าง "เลเซอร์" แก้วสารพัดนึกแห่งความงาม จะมั่นใจได้อย่างไรว่าคลินิกที่เปิดให้บริการราวดอกเห็ดมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่สามารถใช้เครื่องไม้เครื่องมือได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาคมแพทย์ผิ
"ตจแพทย์" หมายถึง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ที่เรียกกันติดปากว่าหมอศัลยกรรมความงาม แม้ว่าเมืองไทยจะมีคลินิกเสริมความงามโชว์ป้ายโฆษณาชักชวนให้ทำเลเซอร์อยู่แทบทุกหัวถนน แต่น้อยคนนักจะรู้ว่าเครื่อง "เลเซอร์" มีการพัฒนาไปหลากหลายรูปแบบ ทั้งให้ผลดีและผลข้างเคียง สิ่งสำคัญปัญหาที่เกิดตามมาคือ เครื่องเลเซอร์ไฮเทคมากขึ้น แต่แพทย์ผู้ใช้ไม่ได้ไฮเทคตามไปด้วย
ล่าสุดสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย แถลงให้ความรู้ในหัวข้อ "เทคโนโลยีความงาม จะสวยหรือซวยกันแน่" โดย นพ.อุดมศักดิ์ วงศ์ปารมี ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ให้ความรู้ว่า ในอดีตหมอจะใช้เครื่องอินฟราเรดมาช่วนรักษาผิวพรรณให้คนไข้ แต่ไม่นานก็พบว่าเกิดผลข้างเคียงทำให้ผิวถลอกและมีการติดเชื้อ
ต่อมามีการพัฒนามาเป็นแสงเลเซอร์ คลื่นวิทยุ เครื่องนำสารเข้าผิว ฯลฯ แต่เครื่องมือที่นิยมใช้ทั่วโลกก็คือเครื่องเลเซอร์ที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันออกไป เช่น เลเซอร์รักษาความผิดปกติของสีผิว เลเซอร์รักษาหลอดเลือด เลเซอร์กำจัดขน เป็นต้น
ที่สำคัญกว่านั้นคือผู้ใช้เครื่องเลเซอร์เหล่านี้ต้องผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้าน ซึ่งคลินิกหลายแห่งสั่งเฉพาะเครื่องมา แต่ไม่ได้ส่งให้แพทย์ไปฝึกวิธีการใช้เครื่อง รวมถึงไม่ได้ให้ความรู้เรื่องเลเซอร์แก่ลูกค้าอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดความผิดพลาด แทนที่จะสวยเต่งตึงขึ้นกลายเป็นผิวเหี่ยวย่น หรือได้หน้าสีแดงปุปะแย่ยิ่งกว่าเดิม
"เครื่องเลเซอร์แต่ละชนิดมีคุณสมบัติแตกต่างกัน บางคลินิกมีเครื่องเลเซอร์เก่าๆ แค่อันเดียวแล้วใช้ทำทุกอย่าง ทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร หรือใช้เครื่องมือผิดประเภทจนคนไข้เกิดอาการผิวบวมแดง มีแผลเป็น หรือผลข้างเคียงอื่นๆ" นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว
นอกจากปัญหาเครื่องมือไม่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่ต้องระวังคือแพทย์ที่ใช้เครื่องเลเซอร์เสริมความงามต้องเป็นตจแพทย์ หรือผู้ที่ศึกษาเรื่องผิวหนังมาโดยเฉพาะ และผ่านการอบรมวิธีใช้เครื่องเลเซอร์แต่ละชนิดมาเป็นอย่างดี ไม่เช่นนั้นต่อให้มีเครื่องมือดีขนาดไหน ถ้าหมอไม่เก่งก็เกิดความผิดพลาดได้มากเช่นกัน เคยเกิดกรณีระบบไฟฟ้าในคลินิกผิดปกติ เครื่องเลเซอร์ที่หมอคนหนึ่งใช้มีแสงขนาดเข้มข้นไป ทำให้คนไข้หน้าบวมแดง กลายเป็นแผลเป็น ถ้าเจอหมอเชี่ยวชาญก็จะมีอุปกรณ์แก้ไขเตรียมไว้ในคลินิก แต่ถ้าโชคร้ายเจอหมอไม่รู้เรื่องก็อันตรายได้
นพ.อุดมศักดิ์ แนะนำว่า หากอยากรู้ว่าคลินิกเสริมความงามใช้หมอผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ ให้ไปยืนอ่านใบวุฒิบัตรที่ติดไว้ข้างผนัง ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อคอร์สต่างๆ โดยทั่วไปจะพิจารณาคุณสมบัติ 3 ข้อ คือ 1.ต้องเรียนจบคณะแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยที่ได้รับการรับรองใช้เวลาประมาณ 6 ปี 2.เมื่อจบคณะแพทยศาสตร์แล้วต้องเคยไปเรียนต่อด้านผิวหนังโดยตรง ตามหลักสูตรของแพทยสภา ใช้เวลาอีกประมาณ 4 ปี เพื่อให้ได้วุฒิบัตรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หรือ ตจแพทย์ (Dermatologist) เนื่องจากจะทำให้รู้เรื่องพยาธิสภาพของผิวหนัง และวินิจฉัยอาการของโรคได้ถูกต้อง ที่สำคัญคือเมื่อเครื่องมือเกิดผิดพลาดจะรู้วิธีการแก้ไข้อย่างถูกวิธี 3.เป็นแพทย์ที่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านเลเซอร์มาเฉพาะ (Laser Surgery) จะทำให้เป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริง สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดกับคนไข้ได้รอบด้าน
เมื่อเลือกแพทย์ได้ถูกใจแล้ว ต่อไปก็คือการเลือกเครื่องเลเซอร์ให้ถูกต้อง ?!!
"เลเซอร์" (Light Amplification by Stimulated) หมายถึง พลังงานแสงที่มีความเข้มสูง เป็นความยาวคลื่นที่วิ่งเป็นเส้นตรงไปยังเป้าหมายที่ต้องการ เลเซอร์ที่ใช้ตามคลินิกแบ่งเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ "คาร์บอนไดออกไซด์เลเซอร์" เหมาะสำหรับรักษาอาการเนื้องอกของผิวหนัง ไฝ กระ และหูด ขณะนี้ระบบการควบคุมได้ (Sure Touch Scanner) เป็นระบบที่ค่อนข้างใหม่ในประเทศไทย แต่ที่อเมริกาและยุโรปใช้มานานแล้ว เพราะมีผลข้างเคียงน้อย
"เลเซอร์รักษาความผิดปกติของเส้นเลือด" รักษาเส้นเลือดใต้ผิวหนัง เช่น ปานแดง เส้นเลือดขอด ฯลฯ นิยมเรียกว่า พีดีแอล (Pulsed-Dye Laser : PDL) แสงเลเซอร์จะทำให้เส้นเลือดร้อนจัด และถูกทำลายไปอย่างถาวร บางครั้งก็นำมารักษาแผลเป็นบางชนิด เช่น หน้าท้องลาย น่องลาย หูด ฯลฯ สุดท้ายคือ "เลเซอร์รักษาความผิดปกติของสีผิว" ใช้รักษาปานดำ รอยคล้ำดำ ลบรอยสัก ฯลฯ
แม้เลเซอร์จะเป็นเทคโนโลยีช่วยเสริมความงามของผิวพรรณได้ แต่อย่าลืมว่าไซด์เอฟเฟกท์ หรือผลข้างเคียงอันตรายจากเลเซอร์ก็มีเช่นกัน เพราะการทำงานของเลเซอร์คือทำให้เกิดคลื่นความร้อนไปทิ่มแทงผิวหนัง จึงเกิดการอักเสบได้ง่าย หลายคนอาจมีรอยดำหรือรอยแดง บางคนโชคดีเป็นเพียงไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนก็หายไป แต่บางคนกลายเป็นรอยด่างหรือรอยดำถาวร หรือเป็นแผลเป็นตลอดไป
ภก.วัฒนา อัครเอกฒาลิน ผู้อำนวยการสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ยอมรับว่า การดูแลเครื่องมือเลเซอร์เหล่านี้ทำได้ยาก เพราะปัจจุบันเครื่องมือมีความไฮเทคและมีขนาดเล็กลงมาก สามารถหิ้วจากต่างประเทศผ่านสนามบินเข้าไทยได้เลย เหมือนเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าชนิดหนึ่ง จึงเป็นเรื่องยากที่ด่านศุลกากรหรือด่าน อย.จะสังเกตพบความผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม อย.พยายามสุ่มตรวจตามคลินิกเสริมความงามว่าใช้เครื่องมือที่ผ่านการรับรองหรือไม่ และผู้ใช้ผ่านการอบรมมาเหรือเปล่า แต่สิ่งที่ผู้บริโภคควรทำคือ ก่อนเข้ารับการรักษาควรศึกษาให้ดีก่อนว่าคลินิกที่จะเข้าไปใช้บริการมีเครื่องมือหรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหรือไม่ อย่าเชื่อตามคำโฆษณากล่าวอ้าง



