ไลฟ์สไตล์

รัฐทุ่ม500ล.รับมือ"ผลไม้ใต้"ทะลักชู3มาตรการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

รัฐทุ่ม500ล.รับมือ"ผลไม้ใต้"ทะลักชู3มาตรการแก้ปัญหาราคาตกต่ำ

21 มิ.ย. 2553

มีการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตผลไม้ของภาคใต้ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งจะให้ผลผลิตตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน-31 ตุลาคม 2553 มากถึง 700,269 ตัน สูงกว่าปี 2552 ที่มีผลผลิต 692,251 ตัน หรือร้อยละ 1.19

ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้รัฐบาล โดยคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้มีมติเห็นชอบแผนโครงการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ปี 2553 ขึ้น ภายใต้ 3 มาตรการคือมาตรการที่ 1 พัฒนาคุณภาพผลผลิต มาตรการที่ 2 มาตรการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ 14จังหวัดภาคใต้ เป้าหมายผลผลิต 90,933 ตัน

 และมาตรการที่ 3 ส่งเสริมการบริโภคและตลาดผลไม้ของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะเวลาดำเนินการ ภาคใต้ตอนบนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน-31 สิงหาคม 2553 และภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม-31 ตุลาคม 2553 คาดว่าจะทำให้มีการกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตในช่วงผลผลิตกระจุกตัวไม่น้อยกว่า 90,933 ตัน รักษาระดับราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำจนทำให้เกษตรกรเดือดร้อน โดยจะทำให้ราคาในช่วงที่ผลผลิตออกมาก (พีค) มีราคาเฉลี่ย สูงขึ้นไม่ต่ำกว่าราคาท้องตลาด โดยจะมีการดำเนินงานตามกลไกปกติ ตามแผนจังหวัด และขอใช้งบส่วนกลางในวงเงินประมาณ 534 ล้านบาท แบ่งออกเป็นเงินจ่ายขาด 413 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน 121 ล้านบาท   

 ณรงค์ ศิริกุล เกษตรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส เผยกับ "คม ชัด ลึก" ถึงแนวโน้มผลผลิตผลไม้ในพื้นที่ที่จะเริ่มออกในช่วงสิงหาคม-กันยายน 2553 ว่า จากการประเมินแนวโน้มผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาค่อนข้างมาก ทั้งนี้เป็นผลมาจากปีนี้มีช่วงแล้งที่เหมาะสม ต่างกับปีที่ผ่านมาที่มีฝนตกต่อเนื่องทั้งปี ซึ่งจะเห็นว่าตอนนี้ผลไม้ทั้งลองกอง เงาะ ทุเรียน และมังคุดเริ่มออกดอก โดยสัดส่วนของลองกองมากที่สุดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
 
        "แนวโน้มราคานั้นหากประเมินจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เมื่อผลผลิตเพิ่มราคาก็จะลดลง  เนื่องจากพ่อค้าคนกลางจะกดราคารับซื้อ ขณะนี้ก็ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าราคาจะลดลงหรือไม่  ต้องรอให้ผลผลิตออกสู่ตลาดไปสักระยะหนึ่งก่อน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยทางอ้อมคือผลไม้ที่ออกสู่ตลาดของภูมิภาคอื่น เช่น ภาคตะวันออกปีนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยมาก เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ส่วนที่ออกมาก็กระจายสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว"
 
      ณรงค์ ยอมรับว่า จากการประเมินผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ทำให้คณะกรรมการแก้ปัญหาราคาเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว หากราคาผลไม้ในพื้นที่ 3 จังหวัดตกต่ำ คือการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นของประเทศ เช่น ภาคเหนือ ภาคอีสาน รวมทั้งการระบายสินค้าออกจากพื้นที่ให้เร็วและสะดวกที่สุด

 "อย่างลองกองซึ่ง จ.นราธิวาสเป็นพื้นที่ผลผลิตมากที่สุด ก็จะให้มีการดูแลเรื่องคุณภาพผลผลิตของเกษตรกรเพื่อให้ผลผลิตที่ออกมามีคุณภาพ ได้ราคา ก็จะช่วยได้ เพราะที่ผ่านมาลองกองที่มีคุณภาพไม่ห่วงเรื่องราคา เพราะยังมีลูกค้าที่ซื้อผลไม้คุณภาพ เช่นปลอดสารพิษเป็นต้น" เกษตรกรและสหกรณ์จังหวัดนราธิวาส กล่าว

 ขณะที่ ชวน หมิกใจดี ผู้จัดการศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชนเพื่อพัฒนาคุณภาพ จ.นราธิวาส กล่าวว่า จากการประเมินการออกดอกของผลไม้ในช่วงนี้ ทั้งลองกอง เงาะ มังคุด ทุเรียน คาดว่าผลผลิตน่าจะเกินที่ประมาณการณ์ไว้ตอนแรก เนื่องจากมีปัจจัยสภาพอากาศที่เอื้ออำนวย ทำให้ผลผลิตในปีนี้เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยเฉพาะฝนแล้งช่วงก่อนออกดอกประมาณ 1 เดือน

 "หากผลผลิตเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าราคาก็คงลดลง เป็นธรรมชาติ แต่จะลดลงมาน้อยแค่ไหน ต้องรอการประเมินผลผลิตที่จะออกมาชัดเจนเสียก่อน จึงจะประเมินราคาได้ว่าจะลดลงเท่าไหร่ เพราะมั่นใจว่าปีนี้ผลผลิตมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่มากกว่าเท่าไหร่นั้นยังไม่ชัด ส่วนการกำหนดราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ 3 จังหวัดในปีนี้ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะเป็นคนกำหนดราคากลางในการรับซื้อจากเกษตรกร และเพิ่ม จ.สงขลาและ จ.สตูลเข้ามาด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำของราคาระหว่างกัน" ชวนเผย

 ส่วน อับดุลเลาะ ดอปิ สมาชิกเครือข่ายไม้ผล จ.ยะลา ระบุว่า ผลผลิตในปีนี้น่าจะมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปีนี้มี 2 รุ่น ด้วยสำหรับลองกอง คือรุ่นแรกจะเก็บได้เดือนสิงหาคมและกันยายน ส่วนรุ่นที่สองจะเก็บได้ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน จึงเป็นห่วงในเรื่องราคา เนื่องจากผลผลิตมากขึ้น ราคาก็จะตกต่ำลง จึงอยากให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการกระจายผลไม้จากพื้นที่ 3 จังหวัดไปยังทั่วประเทศในเวลาที่รวดเร็ว เนื่องจากลองกองเป็นผลไม้ที่มีอายุสั้นมาก เมื่อตัดจากต้นจะต้องจำหน่ายให้หมดภายใน 3 วัน หลังจากนั้นก็จะเน่า ยกเว้นแช่ห้องเย็นไว้

 "ผมได้รับการประสานจากพ่อค้าจาก จ.ชลบุรี ในการจะรับซื้อลองกองของเครือข่ายเพื่อส่งออกไปยังจีนและไต้หวัน โดยจะกำหนดจุดรับส่งสินค้ากันที่ อ.หลังสวน จ.ชุมพร หากมีการกระจายสินค้าที่ดีก็อาจจะช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคา" อับดุลเลาะกล่าวทิ้งท้าย
        
เกษตรฯ จับมือโลตัสเพิ่มช่องทางจำหน่าย

 เกษตรฯ จับมือห้างโลตัสขยายช่องทางจำหน่ายผลไม้ ตั้งเป้าในปี 2553 วางแผนรับซื้อไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง
 
 ธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรกับห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส ในการส่งเสริม พัฒนาและการจัดการด้านการตลาดเพื่อจำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล ปี 2553 ว่า ในช่วงฤดูกาลผลไม้ของประเทศไทยที่จะออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็นผลไม้จากภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ ปัญหาที่มักเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีคือปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจะอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ส่งผลกระทบทำให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาตกต่ำในช่วงที่ผลไม้ออกพร้อมๆ กันและกระจุกตัว จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ เพื่อให้ผลผลิตกระจายออกจากแหล่งผลิตไปสู่ตลาดต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว 

 รมว.เกษตรฯ ระบุอีกว่า สำหรับปริมาณผลผลิตที่ห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส จะรับซื้อจากเกษตรกรนั้น ประกอบด้วยผลผลิตลำไยสดจากกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ 1,440 ตัน ผลผลิตผลไม้จากกลุ่มเกษตรกรภาคใต้ โดยแบ่งเป็นเงาะ 2,050 ตัน มังคุด 1,265 ตัน และลองกองสด 750 ตัน นอกจากนี้ยังได้ส่งเสริมการจำหน่ายผักและผลไม้ตามฤดูกาลของไทย ตลอดจนผักและผลไม้จากเกษตรกรชนิดอื่นๆ ในสาขาต่างๆ ของเทสโก้ โลตัสทั่วประเทศอีกด้วย

 ด้าน ปาริชาติ ศรีวิพัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเสริมว่า ภายใต้ความร่วมมือในครั้งนี้ เทสโก้ โลตัสจะเข้ามารับซื้อผลไม้ฤดูกาลโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์การเกษตรภาคเหนือและภาคใต้ โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางมากกว่า 5,500 ตัน และในปี 2553 เทสโก้ โลตัสมีแผนการที่จะรับซื้อผลไม้ฤดูกาลทั้งหมดจากเกษตรกรประมาณ 4.7 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้นกว่า 1,500 ล้านบาท โดยปริมาณและมูลค่าดังกล่าวไม่รวมถึงการรับซื้อผักและผลไม้ตลอดทั้งปี ซึ่งคาดว่าจะมีการรับซื้อประมาณ 1.8 แสนตัน มูลค่ากว่า 2,500 ล้านบาท

สมชาย สามารถ