ไลฟ์สไตล์

“มะเร็งลำไส้ใหญ่”ไม่ใช่โรคคนเมืองชนบทอุบัติการณ์สูงเทียบเท่า

“มะเร็งลำไส้ใหญ่”ไม่ใช่โรคคนเมืองชนบทอุบัติการณ์สูงเทียบเท่า

17 มิ.ย. 2553

ผลดำเนินโครงการบำเพ็ญพระกุศลในศาสตรจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติวันที่ 4 กรกฎาคม 2552

“โครงการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่” ด้วยการตรวจคัดกรองผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์และโรงพยาบาลร้อยเอ็ด พบว่ามะเร็งชนิดนี้ไม่ใช่ “โรคคนเมือง” หากแต่อุบัติการณ์ในคนชนบทอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

 นพ.ณวรา ดุสิตานนท์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาศัลยศาสตร์มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า จนถึงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการฟรี 1,300 ราย พบมะเร็งลำไส้ใหญ่ 15 ราย โดย 13 ราย ไม่มีอาการผิดปกติหรือแสดงอาการ 12 รายเป็นมะเร็งระยะแรก พบติ่งเนื้อที่มีบางส่วนกลายเป็นมะเร็งแล้ว 1 ราย พบติ่งเนื้อในระยะก่อนมะเร็งซึ่งมีโอกาสกลายเป็นมะเร็ง 4-40% จำนวนมากถึง 230 ราย

 ทั้งนี้ผู้ป่วย มะเร็งระยะศูนย์ ยังไม่มีการลุกลาม ไม่แสดงอาการ ระยะ 1 และ 2 ลุกลามเข้าสู่ผนังลำไส้ การรักษาทั้ง 3 ระยะทำได้ด้วยการตัดติ่งเนื้อทิ้ง ระยะ 3 ลุกลามสู่ต่อมน้ำเหลือง รักษาด้วยการผ่าตัดร่วมกับให้เคมีบำบัด และใช้รังสีรักษา และ ระยะ 4 มะเร็งลุกลามไปอวัยวะอื่น เช่น ตับ ปอด การรักษาทำโดยการให้เคมีบำบัดและผ่าตัด โดยระยะเวลาจากลำไส้ปกติกลายเป็นติ่งเนื้อประมาณ 5 ปี และจากติ่งเนื้อกลายเป็นมะเร็งใช้เวลาราว 5 ปีเช่นกัน

 ระหว่างนั้นได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นำร่องการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ในพื้นที่ อ.พนมไพร และกิ่ง อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด ด้วยการตรวจหาเลือดที่ปนในอุจจาระ มีประชาชนรับการตรวจถึง 9,220 คน จากประชาชนในพื้นที่ที่มีอายุเกิน 50 ปีประมาณ 2.1 หมื่นคน จากประชาชน 2 อำเภอ 1.3 แสนคน

 พบเลือดปนในอุจจาระ 730 ราย จึงส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในกลุ่มนี้ มีผู้ยินยอมรับการส่องกล้องทั้งหมด 539 ราย พบมะเร็งลำไส้ใหญ่จำนวน 10 ราย ยังไม่มีอาการและความผิดปกติมาก่อน และได้ส่งตัวมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พบติ่งเนื้อในระยะก่อนมะเร็งจำนวนถึง 109 ราย ได้ตัดออกทั้งหมดผ่านกล้องส่องลำไส้ใหญ่

 เดิมใจว่า มะเร็งลำไส้ เป็นโรคคนเมืองและตะวันตก แต่อัตราเฉลี่ยพบผู้ป่วยเฉพาะพื้นที่ 2 อำเภอของ จ.ร้อยเอ็ด มีประมาณ 8-10 รายต่อแสนประชากร ใกล้เคียงกับพื้นที่ กทม.ที่มี 9-10 รายต่อแสนประชากร จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาต่อเนื่องถึงปัจจัยที่ส่งผลให้คนในพื้นที่ชนบทป่วยโรคมะเร็งชนิดนี้สูงขึ้น พิสูจน์แน่ชัดแล้วคือ พันธุกรรม หากมีญาติพี่น้องป่วยเป็นมะเร็งชนิดนี้จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนอื่น 2 เท่า หรือบางราย 100% ส่วนปัจจัยเสี่ยงได้แก่การกินอาหารประเภทผัก ผลไม้น้อย และบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง โดยผู้ที่มีอายุเกิน 50 ปี มีอัตราการเกิดสูง แต่เด็กและวัยรุ่นก็มีโอกาสป่วยเช่นกัน

 ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา รองประธานศูนย์วิจัยศึกษาและบำบัดโรคมะเร็ง สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่เป็นมะเร็งอันดับ 3 ของมะเร็งที่พบในผู้ชายและอันดับ 5 ในผู้หญิง ประชาชนทุกคนเมื่ออายุถึงเกณฑ์ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองหรือหากมีปัจจัยเสี่ยงโดยมีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ชัดเจน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงแรกๆ ที่ต้องเข้ารับการตรวจ ซึ่งควรตรวจอุจจาระว่ามีเลือดปนหรือไม่อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หากพบผลเป็นลบ ส่งตรวจต่อด้วยการส่องกล้อง

 “สปสช.ควรมีนโยบายระดับชาติในการให้ประชาชนทุกคนตรวจอุจจาระเพื่อคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยใช้งบประมาณในส่วนของการป้องกันโรคมาดำเนินการ หากตรวจพบผู้ป่วยตั้งแต่แรกเริ่มจะช่วยให้ผู้ป่วยหายเร็ว เกิดความคุ้มค่า” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส เสนอแนะ

      0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 เรื่อง
      0 ประชาสัมพันธ์ รพ.จุฬาภรณ์ 0 ภาพ