ไลฟ์สไตล์

คนอีสานป่วยตับอักเสบพุ่งครึ่งปีเกือบ2พัน

คนอีสานป่วยตับอักเสบพุ่งครึ่งปีเกือบ2พัน

16 มิ.ย. 2553

คนอีสานป่วยโรคไวรัสตับอักเสบพุ่ง เพียงครึ่งปีพบผู้ป่วยแล้ว 1,800 ราย เผยโรคอ้วน-สักลาย-พันธุกรรม เป็นกลุ่มเสี่ยง ขณะที่ค่ายาตกเข็มละ 1.3 หมื่นบาทต่อสัปดาห์แต่สิทธิประกันสังคมไม่ครอบคลุม โชคดีเข้ารับการรักษาฟรีจนอาการทุเลา หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ มข.วอน

(16มิ.ย.) พ.ญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ในระยะ 4-5 ปีหลังมานี้ เราพบผู้ที่ป่วยเป็นโรคตับเป็นจำนวนมาก ทั้งโรคตับอักเสบบี และโรคตับอักเสบซีที่อาจนำไปสู่การป่วยเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ โดยผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจะติดต่อเฉพาะทางเลือด ทั้งจากการคุ้ย แคะ แกะ เกา การเจาะ การสักต่างๆ หรือมีการสัมผัสเลือด เช่น การใช้กรรไกรตัดเล็บร่วมกัน

 ส่วนผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีนอกจากจะติดจากการสัมผัสเลือด หรือการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ยังมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม เช่น หากแม่เป็นพาหะ ลูกก็อาจติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งหากพบว่าพ่อแม่เป็นพาหะสัดส่วนของลูกที่จะติดเชื้อก็มีความเป็นไปได้สูง หรือหากคนในครอบครัวมีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งตับก็ถือว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเช่นเดียวกัน ซึ่งจะต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ นอกจากนี้ กลุ่มที่เป็นโรคอ้วนก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดานักดื่ม ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงมากที่สุดเมื่อเทียบกับโรคอ้วน ซึ่งหากป่วยเป็นโรคตับอักเสบ อาจจะนำไปสู่การเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับ ขณะที่คนอ้วนสามารถควบคุมน้ำหนักได้ แต่นักดื่มอาจจะควบคุมยากหน่อย

 "ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี แม้จะติดเชื้อโดยมีเลือดเป็นพาหะ แต่ความรุนแรงของโรคจะมากกว่าผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบี อีกทั้งขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนฉีดป้องกันโรคได้ แต่ล่าสุดทางโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนตับให้ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีระยะสุดท้าย ซึ่งผู้ป่วยรายนี้หากไม่ได้รับการเปลี่ยนตับหากไม่เช่นนั้นจะอยู่ได้ไม่ถึงปี แต่กว่าที่ผู้ป่วยจะได้รับการเปลี่ยนตับก็ต้องรอถึง 4 รอบและใช้เวลานานหลายเดือน เพราะต้องรอรับการบริจาคตับ และเนื้อเยื่อหรือเซลล์ตับที่ได้รับบริจาคจะต้องเข้ากับผู้ป่วยได้ แต่ภายหลังการเปลี่ยนตับปรากฎว่าผู้ป่วยรายนี้อาการกลับมาเหมือนคนปกติ หน้าตาสดใส แต่ยังคงต้องดูแลอาการอย่างใกล้ชิด"พ.ญ.วัฒนา  บอก

 สำหรับค่ารักษาโรคไวรัสตับอักเสบนั้นค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เนื่องจากยารักษาโรคต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ขณะที่ผู้ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบเรื้อรังนั้นจะต้องฉีดยาทุกๆ สัปดาห์ เป็นเวลาต่อเนื่อง 6 เดือนถึง 1 ปี ซึ่งค่ายาแต่ละเข็มตกประมาณ 13,000-15,000 บาท/สัปดาห์ หรือค่ารักษาโดยเฉลี่ยเคสละ 5-6 แสนบาท ซึ่งผู้ป่วยที่ใช้สิทธิบัตรทองหรือบัตรประกันสังคมไม่สามารถเข้าถึงยารักษาโรคชนิดนี้ได้ ยกเว้นกลุ่มข้าราชการที่สามารถเข้าถึงและเบิกค่ารักษาพยาบาลได้

 "อยากจะให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ขยายสิทธิการใช้บัตรประกันสังคมเข้าถึงการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบ เพราะขณะนี้ยารักษาโรคเราได้มาจากการขอรับการบริจาค และจากโครงการวิจัยบ้าง ขณะที่เพียงแค่ช่วงเวลาไม่ถึงครึ่งปี มีผู้ป่วยภาคอีสานที่ขึ้นทะเบียนเพื่อรอรับการรักษามากกว่า 1,800 ราย หากเฉลี่ยค่ารักษา 5 แสนบาท/รายแล้ว ค่ารักษาจะตก 900 ล้านบาท"พ.ญ.วัฒนา กล่าวเสริม

 ด้านนายสัมฤทธิ์ น้อยอุ่นแสน ผอ.โรงเรียนบ้านฟากทอง อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีในระยะสุดท้าย บอกว่า ไม่ทราบถึงสาเหตุที่ป่วยเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยเมื่อปี 2550 มีอาการบวมที่เท้า กระทั่งเข้ารับการตรวจโรคจึงรู้ว่าเป็นโรคตับวายระยะสุดท้าย แต่หลังจากได้รับการเปลี่ยนตับอาการป่วยก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังคงต้องเข้ารับการรักษาและการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทางแพทย์อยู่

 ขณะที่นางสาวศิรินทิพย์ วัฒนสินธุ์ หรือเก๋ อายุ 26 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง เปิดเผยว่า ตนทำงานเป็นลูกจ้างที่แผนกเวชกรรม โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด เมื่อ 2551 ที่ผ่านมา เกิดอาการผดผื่นคันขึ้นตามตัวเหมือนโรคภูมิแพ้ และเข้าใจว่าแพ้ฝุ่นยา แต่ยิ่งรักษาเท่าไร่ผื่นก็ไม่หายสักที โดยผื่นลามขึ้นหน้าและปากบวม จนแพทย์แนะนำให้ไปตรวจจึงรู้ว่าเป็นไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งขณะนั้นแพทย์สันนิษฐานว่าอาจจะมาจากการจัดฟัน และหรือจากการสัมผัสเลือดจากการเจาะเลือดคนไข้ในโรงพยาบาล

 "แม้จะรู้ว่าป่วยเป็นโรคนี้ แต่เราก็ไม่รู้วิธีรักษา จนกระทั่งได้เข้ามาเป็นเครือข่ายของ พ.ญ.วัฒนา โดยต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนกว่าจะได้ทำการเจาะตับ เพราะต้องรอดูอาการโดยในระหว่างนี้ให้รักษาด้วยวิธีการทางธรรมชาติ เพราะบางรายหากพึ่งป่วยมีสิทธิ์หายได้ภายใน 6 เดือนหรือ 1 ปี แต่สำหรับอาการของฉันเป็นอาการเรื้อรัง มีวิธีการเดียวคือต้องฉีดยารักษาจึงจะมีโอกาสหาย ซึ่งขณะนี้เริ่มรักษาด้วยการฉีดยามาแล้วประมาณ 2 เดือน และอาการก็ดีขึ้นมาก ผื่นยุบ แต่ยานี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียง คือ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อารมณ์หงุดหงิด"

 นางสาวศิรินทิพย์ ยังฝากไปถึงกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะวัยรุ่นที่นิยมจัดฟัน หรือผู้ที่ต้องสัมผัสเลือดผู้ป่วย เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ควรเฝ้าระวังโรคด้วยการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี รวมไปถึงการใช้บริการร้านเสริมสวยประเภทเล็บที่ต้องใช้อุปกรณ์ร่วมกันกับบุคคลอื่น รวมไปถึงอยากจะให้ประกันสังคมให้สิทธิ์ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบให้สามารถเข้าถึงยารักษาโรค

 พ.ญ.วัฒนา ยังกล่าวอีกว่า การป่วยเป็นโรคตับอักเสบนับวันจะสูงขึ้น หากแพทย์จะตั้งรับด้วยการรอผู้ป่วยเดินเข้ามารักษาคงไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อป่วยเป็นโรคตับอักเสบแล้วก็ย่อมเกิดความสูญเสียทั้งในชีวิตและทราบสิน ซึ่งเรื่องนี้องค์กรเอกชนทั่วโลกได้ตระหนัก และได้ประกาศให้ทุกวัน 19 พฤษภาคมของทุกปีเป็นวันตับอักเสบโลก ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดกิจกรรมรณรงค์มาแล้ว 3 ปี และในปีนี้ ทางภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต้องการสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น จึงได้กำหนดจัดงาน "รู้ทันภัย ห่างไกลโรคตับ" ขึ้นในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้ ที่มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือขึ้น ทั้งนี้ให้ความรู้ประชาชนทุกๆ อย่างเกี่ยวกับเรื่องโรคตับอักเสบ ไม่ว่าจะเกิดจากการรับเชื้อไวรัส การดื่มแอลกอฮอล์ โรคอ้วน การรับประทานายาต่างๆ และจากสาเหตุอื่นๆ

 สำหรับกิจกรรมภายในงาน จะมีบริการตรวจหาเชื้อไวรัสบี และไวรัสซี ตับอักเสบ ด้วยวิธีการทำไฟโบร์สแกน นวัตกรรมใหม่ที่ทางคณะแพทยศาสตร์ได้นำเครื่องนี้มาใช้เมื่อประมาณ 12 ปีที่แล้ว หลังจากได้รับการบริจาคเป็นเครื่องแรกของโรงพยาบาลรัฐจากหลวงตามหาบัว ปัจจุบันเครื่องนี้ราคาประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งมีความสามารถในการที่จะตรวจผังผืดที่เกิดขึ้นในตับได้

 นอกจากนี้ การจัดงานดังกล่าวก็เพื่อต้องการสร้างเครือข่ายของคนไข้ที่เป็นโรคตับอักเสบว่า สาเหตุของโรคเกิดจากอะไร พื้นที่ไหนของภาคอีสานที่พบการป่วยโรคนี้มากที่สุด เพื่อที่เราจะได้ลงพื้นที่ไปศึกษาวิจัย และหาวิธีป้องกันการติดเชื้อในอนาคต รวมทั้งต้องการทราบถึงขั้นตอนการรักษาของคนไข้ว่า ได้รับการดูแลดีหรือไม่ ใครที่มีความจำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน และมีจำกัดในเรื่องของการรักษา ค่ารักษาอย่างไร ทั้งนี้เพื่อที่ทางภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จะได้ดำเนินการช่วยเหลือ โดยเฉพาะการเข้าถึงยารักษาโรค เพราะที่ผ่านมาทางภาคฯ ได้รับบริจาคยาเพื่อให้การรักษาคนไข้ฟรี