ไลฟ์สไตล์

พอแล้วรวย - สิ้นต้นไม้ สิ้นอารยธรรมมนุษย์

พอแล้วรวย - สิ้นต้นไม้ สิ้นอารยธรรมมนุษย์

12 มิ.ย. 2553

   เราต้นไม้  ให้กิ่งใบกับคนเขา
   ให้ร่มเงา  เยือกเย็นเป็นกุศล
   ให้ดอกสวย รวยรื่นชื่นกมล
   ท่านเป็นคน   ท่านให้อะไรเรา    
   ...............ยกเว้นเข่นฆ่าเรา....................

 นี่คือเสียงเพรียกของต้นไม้ที่ถูกโค่นลง เพียงเพราะข้ออ้างว่าขวางทางถนนของคนสร้างทาง ในภาวะที่คนทั้งโลกกำลังรณรงค์ให้ปลูกต้นไม้ กำลังดิ้นสุดแรงเพื่อให้มีต้นไม้อยู่บนโลกใบนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เรากลับพบคน “โง่เขลาเบาปัญญา” “มักง่าย” ที่เห็นต้นไม้เป็นแค่ “สิ่งกีดขวาง” ความสะดวกสบาย มิได้เห็นถึง “คุณค่า” และประโยชน์แท้จริงของต้นไม้เลย 

 แม้ประเทศที่ยากจนอย่างอินเดีย และประเทศที่คนไทยเคยดูถูกว่าล้าหลังอย่างจีน ยังปกปักรักษาต้นไม้ให้พื้นที่แก่ต้นไม้มาก่อนถนนหนทาง ยามที่มนุษย์จะสร้างทางและมีต้นไม้ขวาง ถนนนั่นแหละที่จะต้องหลบให้ต้นไม้ รถรานั่นแหละที่จะต้องหลีกทางให้ต้นไม้ และในประเทศที่เรานับถือว่าเขาเจริญแล้วอย่างอเมริกา การตัดต้นไม้ในที่สาธารณะแม้เพียงหนึ่งต้นอาจต้องติดคุกหรือเสียค่าปรับสูงถึง 1 หมื่นเหรียญ (สามแสนบาท) นี่ล้วนเป็นตัวอย่างว่าบ้านเมืองอื่นให้ความสำคัญกับต้นไม้มากขนาดไหน

 ข่าวการตัดต้นไม้เพื่อการขยายถนนธนะรัชต์ขึ้นเขาใหญ่ได้ให้ภาพต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีอายุเป็นสิบเป็นร้อยปีถูกโค่นลง เชื่อว่าภาพดังกล่าวสร้างความเจ็บปวดและเจ็บแค้นให้คนหลายคนโดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ต้นไม้ อาจารย์ยักษ์คือหนึ่งในผู้คนที่เจ็บปวดเมื่อเห็นต้นไม้เหล่านี้ถูกโค่นลงอย่างไร้เหตุผลสมควร เมื่อไหร่เราคนไทย โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ต้องเกี่ยวข้องจะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามจะตระหนักว่า “สิ้นต้นไม้ สิ้นอารยธรรมมนุษย์”

 คำพูดนี้ไม่ใช่คำพูดล้อเล่น เป็นคำพูดที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์มารองรับ เพราะมีต้นไม้ จึงเกิดอารยธรรมของมนุษย์ มีต้นไม้ จึงมีออกซิเจน จึงมีสิ่งมีชีวิต จึงมีมนุษย์ จึงมีอารยธรรม ชนชาติในประวัติศาสตร์หลายชนชาติต้องสูญสลายเพราะได้ทำลายต้นไม้ ป่าไม้ไปจนหมด ในทางวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ก็ออกมายืนยันแล้วว่า ต้นไม้เท่านั้นที่จะเป็นตัวแก้ปัญหาโลกร้อน เพราะเป็นตัวดูดซับก๊าซเรือนกระจกและคืนออกซิเจนออกไปยังชั้นบรรยากาศได้ดีที่สุด ความเป็นความตายของมนุษย์ขึ้นอยู่กับต้นไม้ ยังไม่ต้องถึงกับต้องตัดต้นไม้หมด แค่มีปริมาณต้นไม้ต่ำกว่า 30% ระบบนิเวศทั้งระบบก็จะพังทลายและทำลายมนุษย์ทั้งโลกได้ 

 คนทั้งโลกตระหนักแล้วว่า “อากาศ” นั้นไม่มีพรมแดน มนุษย์หายใจเอาอากาศจากชั้นบรรยากาศเดียวกัน ความเสียหายในชั้นบรรยากาศที่อินโดนีเซียก็กระทบถึงประเทศไทยด้วย เหตุนี้ป่าไม้ประเทศไทยจึงมิได้เป็นสมบัติของประเทศไทยแต่เพียงประเทศเดียว แต่เป็นสมบัติของมนุษยชาติด้วย ป่าไม้เมืองไทยเป็นอะไรไปก็จะก่อหายนะทางสิ่งแวดล้อมให้โลกใบนี้ด้วย เพราะป่าไม้เมืองไทยเป็นป่าไม้เขตร้อนใกล้เส้นศูนย์สูตร มีความสำคัญต่อระบบความหลากหลายทางชีวภาพของโลกอันดับ 8 กรมทางหลวงที่ตัดต้นไม้รู้หรือไม่ว่า ต้นไม้อายุ 40 ปีที่ท่านตัดนั้น

  ถ้าท่านไปปลูกในประเทศอังกฤษ ให้โตเท่ากัน ท่านต้องใช้เวลาถึง 8 เท่า คือ 320 ปี ท่านคงต้องใช้เวลา 3-4 ชั่วคนกว่าจะทดแทนต้นไม้นี้ขึ้นมาได้ นี่คือเหตุผลที่ว่าประเทศไทยมีความสำคัญและมีศักยภาพสูงส่งในการแบกรับภารกิจกู้โลกในภาวะที่โลกกำลังวิกฤติอยู่ในขณะนี้ ยิ่งในสภาพที่ขาดน้ำ แห้งแล้ง ต้นกล้า ต้นไม้ขนาดเล็กมีโอกาสขาดน้ำ ยืนต้นตาย ไม้ใหญ่ที่ท่านตัดจึงเป็นไม้ที่มีคุณค่าคณานับ เพราะมันทำหน้าที่ปล่อยความเย็นสู่บรรยากาศโลกแทนต้นไม้เล็กได้หลายพันเท่า

 ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คนของรัฐ ยิ่งจะต้องโทษขนาดหนัก หากมีพฤติกรรมที่ทำร้าย ทำลายทรัพยากรของชาติ ในขณะที่ประชาชนทุ่มเททั้งแรงใจ แรงกาย และทุนทรัพย์ในการปกปักรักษาทรัพยากรมีค่าของประเทศนี้ไว้ คนของรัฐ คนที่กินภาษีของประชาชนกลับทำตัวเป็นผู้ทำลายเสียเอง จู่ๆ ก็มีเสียงแว่วมาที่หู

 “เอ...อาจารย์ยักษ์เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า ใครว่าพวกผมอาสามารักษาไอ้ของพวกนี้ ยังไม่รู้หรือว่า นักการเมือง และลูกน้องผม ที่เข้ามานี่ อาสามาทำลาย และพวกผมก็กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ไง !!!”

"อาจารย์ยักษ์  มหาลัยคอกหมู"