ไลฟ์สไตล์

มากเกินต้องจ่ายภาษี

มากเกินต้องจ่ายภาษี

11 มิ.ย. 2553

ผมกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 20-26 พฤษภาคมที่ผ่านมา วันเดินทางกลับกรุงเทพฯ คืนวันที่ 26 พฤษภาคม เวลาประมาณเกือบตีหนึ่ง ทุกคนในคณะทัวร์ลงจากเครื่องมารอกระเป๋า เมื่อได้รับกระเป๋าผ่านการตรวจของศุลกากรขาเข้าประเทศไทย

 แต่ด้วยความโชคร้าย 3 คนในคณะ รวมทั้งผมและเพื่อน ถูกตรวจค้นกระเป๋าเดินทาง ข้าราชการไทยใช้วาจากับพวกเราราวกับนักโทษ
 ตรวจค้นกระเป๋าของผมและเพื่อนอีกคนหนึ่ง ก็ไม่พบเจออะไร แต่เปิดกระเป๋าหลายรอบ คนที่เดินทางคงเข้าใจดีว่า การเปิดกระเป๋าเดินทางแต่ละครั้ง เวลาจะปิดมันยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ได้คำตอบจากข้าราชการศุลกากรไทยว่า ไม่มีอะไร ซื้อของมานิดหน่อยเท่านั้น แต่คำพูดที่ใช้รุนแรงกว่าที่ผมเล่าอีก ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง แล้วผมกับเพื่อนก็ผ่านไปได้
 ส่วนน้องผู้หญิงอีกคนถูกเชิญเข้าห้องเพื่อตรวจกระเป๋า เมื่อเข้าห้องไป ก็ใช้คำพูดราวกับนักโทษ ผมและเพื่อนจะเข้าไป ก็ไม่ให้เข้า พูดประมาณว่า ไม่ต้องมายุ่ง และสุดท้ายน้องผู้หญิงคนนั้นก็เจรจาต่อรองสารพัด ได้ยินเสียงข้าราชการคนหนึ่งพูดว่า ไปขู่อะไรเขาอีก และจบลงด้วยการจ่ายเงินค่าปรับ 4,000 บาท (มีใบเสร็จเป็นค่าภาษี) จากการเรียกครั้งแรก 7,000 บาท หากไม่จ่าย อย่างมากก็ติดคุก
 ทราบภายหลังว่าถูกปรับ เนื่องจากซื้อเครื่องสำอางจากเกาหลี ซึ่งเป็นการฝากซื้อจากเพื่อนๆ เพียง 1 กระเป๋า ซึ่งมีเสื้อผ้าและของใช้อื่นๆ และน้ำหนักก็ไม่เกิน ทำไมถูกจับ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพื่อนอีกคนเคยเดินทางไปเที่ยวเกาหลี มีคนฝากซื้อแบบนี้เหมือนกัน แต่ไม่เห็นถูกจับ ศุลกากรมีมาตรฐานในการตรวจสอบอย่างไร
 เรื่องการพูดจาของเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นด่านแรกของการเข้ามาประเทศไทย ที่เรียกว่า สยามเมืองยิ้ม หากชาวต่างชาติที่ฟังภาษาไทยไม่ออก จะเจอมากกว่านี้อีก เจ้าหน้าที่ศุลกากรควรใช้คำพูด กิริยา ท่าทางให้เหมาะสมกว่านี้ ไม่ว่าเขาจะทำถูกหรือผิด
 ผมและเพื่อนไม่ติดใจเรื่องเงินค่าปรับ เพราะถือว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ติดใจเรื่องพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ศุลกากรมากกว่า 
ไวกูณฐ์
ตอบ
 เครื่องสำอางที่ซื้อมาจากเกาหลีกำลังฮิต ใครไม่ซื้อก็แย่ ถูกกว่าซื้อในไทยตั้งสามเท่า แต่ไม่ควรจะมากและบ่อยเกินควร หากนำติดตัวมาเสริมสวยให้ตนเองและเพื่อนๆ ให้ดูดี ก็สมควรปล่อยให้เข้ามาได้ แต่ถ้าตั้งใจค้าขายโดยไม่เสียภาษี ก็ไม่น่าทำนะ...นักท่องเที่ยวจะเดือนร้อนเพราะคุณ
 เครื่องสำอาง ตามกฎหมายก็ถือเป็นสิ่งของที่ต้องจำกัดการนำเข้า หากมากเกินไปต้องมีใบอนุญาตเป็นหนังสือของกระทรวงสาธารณสุข หรือแจ้งความจำนงในช่องตรวจสัมภาระสีแดงที่ต้องแจ้งสำแดงสิ่งของต้องจำกัด เพื่อเสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ตามราคาที่ซื้อขายจริงในใบเสร็จ
 เจ้าหน้าที่ส่วนบริการผู้โดยสาร สำนักงานศุลกากรตรวจของผู้โดยสาร ท่าอากาศสุวรรณภูมิ ชี้แจงว่า กรณีนี้ผู้โดยสารเดินเข้าช่องตรวจสัมภาระสีเขียว ซึ่งเป็นช่องที่ไม่มีสิ่งของต้องสำแดง แต่เจ้าหน้าที่ตรวจพบจึงเรียกตรวจค้นกระเป๋า และพบว่ามีของต้องสำแดง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย คือจงใจไม่สำแดงสิ่งของต้องจำกัดการนำเข้า หรือหลีกเลี่ยงการเสียภาษี
 ฉะนั้นถือว่าเจ้าหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องแล้ว
 ตามหลักปฏิบัติ ผู้โดยสารเดินเข้าทางช่องสีเขียว ถือว่ามีเจตนานำเข้าสิ่งของต้องจำกัด ตามกฎหมายต้องยึดสิ่งของเหล่านั้นไว้ และดำเนินคดี แต่เจ้าหน้าที่ลดหย่อน ไม่ยึดสิ่งของ แต่ให้เสียภาษีตามใบเสร็จที่ซื้อมา โดยออกใบเสร็จเป็นหลักฐานว่าคุณได้เสียภาษีถูกต้องแล้ว
 ส่วนเรื่องเจ้าหน้าที่พูดจาไม่สุภาพนั้น ผอ.สำนักงาน กำชับตลอดว่า ให้เจ้าหน้าที่ใช้วาจาสุภาพ การปฏิบัติงานมีกล้องวงจรปิดบันทึกภาพและเสียงไว้ตลอดเวลา หากมีกรณีร้องเรียน สามารถนำมาเป็นหลักฐานยืนยันได้ เจ้าหน้าที่ต่อว่าผู้โดยสารได้ แต่ผู้โดยสารอย่าเผลอต่อว่าเจ้าหน้าที่ศุลกากรก็แล้วกัน
 ป้ายใหญ่ติดตรงขาเข้า "ด่าพนักงานมีโทษติดคุก" 
ลุงแจ่ม