
25มิ.ย.พิจารณ์3จีส.ว.ค้านไลเซ่นหมื่นล้านต่ำเกิน
กทช. เปิดประชาพิจารณ์ 3 จี 25 มิ.ย.นี้ ที่เมืองทองธานี ขณะที่สมาชิกวุฒิสภา ติงราคากลางใบอนุญาตที่ตั้งไว้ 1 หมื่นล้านบาทต่ำเกินไป ส่วน "ไวแม็กซ์" เคาะร่างหลักเกณฑ์แล้ว ทำรีฟาร์มมิ่งคลื่นย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ กระตุ้นการแข่งขัน ส่วนย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ หนุนใ
(9 มิ.ย.) พ.อ.นที ศุกลรัตน์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า ผลการประชุมบอร์ด กทช.วันนี้ (9 มิ.ย.) ได้ข้อสรุปให้นำร่างสรุปข้อสนเทศ (ไอเอ็ม) ของ 3 จี ขึ้นประกาศบนเว็บไซต์ของ กทช. และเบื้องต้นได้กำหนดวันเปิดประชาพิจารณ์ 25 มิ.ย.นี้ คาดว่าจะใช้สถานที่เมืองทองธานี เนื่องจากต้องการแบ่งเป็นห้องๆ ตามหัวข้อต่างๆ เช่น จำนวนใบอนุญาต และข้อกำหนด
ขณะเดียวกันวันนี้สมาชิกวุฒิสภาประมาณ 8 คน เดินทางเข้าพบคณะกรรมการ กทช.อย่างเป็นทางการครั้งแรก เพื่อรับฟังการดำเนินงาน และแผนงานต่างๆ ด้วย
นายอนันต์ วรธิติพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวภายหลังเข้าพบ กทช. ว่า มาเยี่ยมชมการทำงานของ กทช. ซึ่งก็ชื่นชมแผนงาน 3 จี แต่ก็ยังมีข้อติงว่า ราคากลางการประมูลใบอนุญาต 3 จี ที่กำหนดไว้ที่ 1 หมื่นล้านบาทต่ำเกินไป โดยเสนอให้ กทช. กลับไปลองพิจารณาใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการเคยเสนอราคาไว้ที่ 2 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ กลุ่ม ส.ว.ได้เร่งให้ กทช.หาวิธีทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของเทคโนโลยี 3 จี ว่าสามารถทำให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างไร รวมทั้งการออกใบอนุญาตเพื่อผลักดันแผนยูเอสโอ เพื่อสร้างบรอดแบนด์ให้ครอบคลุม
"ส.ว.ส่วนใหญ่ก็อยากให้เร่งรัดไลเซ่นเทคโนโลยีใหม่ เพราะสอดคล้องกับนโยบายไทยเข้มแข็ง ซึ่งแม้ว่าไวแม็กซ์จะยังไม่เกิด หรือหาก 3 จี เกิดก่อนก็จะต้องไปทำก่อน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้ใช้งานทั่วถึง" นายอนันต์กล่าว
กทช.ชี้ต้องเปิดโอกาสรายใหม่
ขณะที่ พ.อ.นที กล่าวว่า กทช. รับประเด็นที่ ส.ว.ติงเรื่องราคากลางการประมูลเริ่มต้นต่ำเกินไปมาพิจารณา แต่เบื้องต้นชี้แจ้งไปว่า ราคาดังกล่าวกำหนดขึ้น เพื่อให้เป็นธรรมกับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย และเป็นราคาที่คำนวณจากรูปแบบการให้ใบอนุญาต 3 จี ใน 69 ประเทศ กว่า 159 ใบอนุญาต ขณะที่ที่ปรึกษาของ กทช.ทั้ง 4 รายก็แนะว่า ควรจะเริ่มต้นที่ 10,000-13,000 ล้านบาท หาก กทช.ตั้งราคาสูงอาจเข้าข่าย พ.ร.บ.ฮั้ว ซึ่งเป็นการกีดกันผู้ประกอบการที่ไม่สามารถแข่งขันได้
ส่วนระยะเวลาที่จะเริ่มต้นประมูลช่วงเดือน ก.ย.นี้ ส.ว.ส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย เนื่องจากเข้าใจว่า กทช.ไม่สามารถ "ละ" ทำ หรือไม่ทำอะไรอย่างหนึ่งไม่ได้ ซึ่งเดือน ก.ย.เป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ เขาเผยว่า สว.ยังได้ติงถึงเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนรัฐวิสาหกิจที่น่าจะสามารถเข้าร่วมได้ ซึ่งประเด็นนี้เบื้องต้น กทช.เห็นว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากจะขัดต่อข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ เพราะปัจจุบัน กทช. มีบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลอย่างเดียว ดังนั้น หากไม่ได้ให้ใบอนุญาตกับใคร ก็จะไม่สามารถนำคลื่นนั้นมาให้บริการเองได้
"ประเด็นนี้เราก็อธิบายท่านไปว่า เมื่อก่อนโอเปอเรเตอร์กับผู้กำกับดูแลเป็นคนคนเดียวกัน ซึ่งสามารถทำได้ แต่วันนี้ กทช.กลายบทบาทเป็นผู้กำกับดูแลอย่างเดียวแล้ว ดังนั้น พอเราไม่ได้ให้คลื่นกับใคร เราก็จะเอาประกอบกิจการเองไม่ได้ เพราะจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่อง พ.ร.บ.ร่วมทุนวันนี้ค่อนข้างเคลียร์ว่าทำไม่ได้" พ.อ.นทีกล่าว
คาดไวแม็กซ์มาแน่ ก.ย.นี้
ส่วนประเด็นไวแม็กซ์ ล่าสุดคณะกรรมการอนุญาตให้บริการสื่อสารความเร็วสูงด้วยเทคโนโลยีไร้สาย (บีดับบลิวเอ) หรือบริการไวแม็กซ์ ย่านความถี่ 2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์ และ 2.5-2.6 กิกะเฮิรตซ์ สามารถร่างประกาศหลักเกณฑ์ได้เรียบร้อยแล้ว และเตรียมรับฟังโฟกัส กรุ๊ป วันศุกร์นี้ (11 มิ.ย.) หลังจากนั้นจึงเสนอขออนุมัติบอร์ด กทช. ก่อนประกาศบนเว็บ และเปิดรับฟังความเป็นสาธารณะ และลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา คาดว่าจะอยู่ภายในเดือน ก.ค. และคาดว่าจะสามารถให้ใบอนุญาตบีดับบลิวเอได้เร็วที่สุดเดือน ก.ย.นี้
ทั้งนี้ เบื้องต้นจะเจรจาขอคลื่นย่าน 2.3 กิกะเฮิรตซ์ เพื่อให้ กทช.นำไปจัดสรรใหม่ (รีฟาร์มมิ่ง) ซึ่งปัจจุบันเหลือ 100 เมกะเฮิรตซ์ (2.3-2.4 กิกะเฮิรตซ์) โดยมีผู้ถือครองคลื่นหลักๆ แบ่งเป็นทีโอที 64 เมกะเฮิรตซ์ กสท 8 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนที่เหลือเป็นการใช้งานในหน่วยงานราชการต่างๆ
"จริงๆ ความถี่ย่านนี้ถูกครอบครองหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการใช้งานเพื่อบีดับบลิวเอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ กทช.จะต้องผลักดันเพื่อให้นำมาใช้เพื่อบรอดแบนด์ เนื่องจากถือเป็นจิ๊กซอว์อีกตัวที่นำมาให้บริการกับประชาชนนอกเหนือจาก 3.9 จี แต่เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน กทช.จึงกำหนดให้ผู้ให้บริการจะต้องใช้คลื่นความถี่ไม่เกิน 30 เมกะเฮิรตซ์ หรือ Spectrum cap ต่อราย ซึ่งเป็นจำนวนที่พอดีกับการให้บริการ" พ.อ.นทีกล่าว
พร้อมกับระบุว่า สำหรับผู้ที่ถือครองคลื่นเกินกำหนด กทช.ได้กำหนดให้คืนคลื่นกับ กทช.เพื่อนำไปจัดสรรให้กับผู้ประกอบการรายอื่นที่สนใจ ส่วนผู้ที่ไม่ประสงค์จะใช้บริการก็จะต้องเข้าสู่กระบวนการเจรจากับ กทช. เพื่อหาทางเยียวยาต่อไป
บี้ทีโอทีคืนคลื่น
อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีทีโอที ซึ่งถือครองคลื่นในสัดส่วนสูงสุดนั้น ตามกำหนดจะสามารถให้คืนคลื่นส่วนที่เกินให้ กทช. เพื่อนำไปจัดสรรใหม่ หรือไม่ก็โอนคลื่นให้กับผู้ประกอบกิจการรายอื่น โดยต้องดำเนินการตามที่ กทช.กำหนด
"ปัญหาของเรา คือ คลื่นความถี่ที่มีการจัดสรรมาก่อนหน้านี้มันไม่มีอายุ ซึ่งเราก็ต้องการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป โดยถ้ากำหนดให้มี Spectrum cap คนที่เคยถือครองได้ไม่จำกัดก็จะเหลือ 10 ปี เพราะนโยบายของ กทช.คือ จะต้องไม่มีใครมีคลื่นเกินความจำเป็นแล้วมาแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ส่วนคนที่เข้าประมูล 3 จี แบบ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ แล้วอยากจะเข้ามาทำไวแม็กซ์ในย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์ไม่น่าจะได้ คือ จริงๆ ต้องบอกว่าตอนนี้ปัญหายังไม่เกิด และก็ยังไม่มีมติ กทช.ออกมาในเรื่องนี้" พ.อ.นทีกล่าว
ส่วนคลื่นย่าน 2.5 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งส่วนใหญ่ทับซ้อนระหว่างการให้บริการโทรคมนาคมกับกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ทำให้ปัจจุบัน กทช.เหลือคลื่นให้จัดสรรเพียง 40 เมกะเฮิรตซ์ จึงมีแนวคิดจะนำไปให้บริการในพื้นที่ที่รายได้ทางเศรษฐกิจต่ำ และไม่สามารถจ่ายค่าบริการตามปกติไม่ได้
เขาระบุว่า กทช.ได้กำหนดคลื่นย่านนี้สำหรับทำ "บริการโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างทั่วถึง หรือ USO" ซึ่งจะอนุญาตให้มีผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์ในพื้นที่เป้าหมาย 15-20 จังหวัด โดยจะนำร่อง 4 จังหวัดก่อน โดยจะประกาศรับสมัครผู้ให้บริการ ทั้งนี้ กทช.กำหนดอัตราค่าบริการขั้นสูง และพื้นที่ให้บริการ ซึ่งจะใช้วิธีประมูลแบบรีเวิร์ส ออคชั่น ผู้ที่ขอรับเงินอุดหนุนต่ำที่สุดจะได้รับคัดเลือก
"ศุกร์นี้น่าจะหารือจังหวัดนำร่องก่อน 4 จังหวัดได้ ซึ่งเน้นจังหวัดที่มีจีดีพีต่ำ เช่น หนองบัวลำภู โดยจะได้ใบอนุญาตอายุ 10 ปี" พ.อ.นทีกล่าว



