
เปิดบันทึกประวัติศาสตร์! พงศาวดาร "เขมร" สืบเชื้อสายจากตะกวด
เปิดบันทึกประวัติศาสตร์! ราชพงศาวดาร "กัมพูชา" บรรพบุรุษสืบเชื้อสายจาก "ตะกวด" สู่ความเชื่อและพิธีกรรมโบราณ
เมื่อพูดถึงตำนานการกำเนิดของชนชาติและราชวงศ์ในดินแดนสุวรรณภูมิ หลายประเทศมักมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน เช่นเดียวกับ "ราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา" ฉบับที่เรียบเรียงขึ้นโดย นักองค์นพรัตน์ พระโอรสในสมเด็จพระหริรักษ์รามอินทราธิบดี (นักองค์ด้วง) เมื่อพุทธศักราช 2420 ซึ่งได้บันทึกเรื่องราวในตอนปฐมสมัยไว้อย่างน่าสนใจว่า บรรพบุรุษและผู้ปกครองชาวเขมรบางส่วน มีตำนานความเชื่อว่าสืบเชื้อสายหรือกลับชาติมาเกิดจาก "ตะกวดที่มีลิ้นสองแฉก"
จากพุทธทำนาย สู่ปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักร
ตามบันทึกในพงศาวดารระบุว่า จุดเริ่มต้นมาจากตำนานของตะกวดตัวหนึ่งที่มีความเลื่อมใสและจิตศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ในคราวที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ ใต้ร่มไม้ทะลอก (ต้นไม้ยางโบราณ) ตะกวดตัวดังกล่าวได้เดินทางมาเฝ้า พระพุทธองค์จึงได้ตรัสพุทธทำนายไว้ว่า ในอนาคตสถานที่แห่งนี้จะเจริญรุ่งเรืองกลายเป็นมหานคร
เมื่อตะกวดตัวดังกล่าวหมดอายุขัยและเสียชีวิตลง ได้ไปบังเกิดเป็นเทพบนสรวงสวรรค์ ก่อนจะลงมาจุติใหม่เพื่อเสวยราชย์เป็นปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรโบราณ
อย่างไรก็ตาม ในบันทึกตำนานปฐมสมัยยังมีการกล่าวเชิงเปรียบเปรยถึงลักษณะพิเศษของบรรพชนสัตว์เลื้อยคลานนี้ว่า ส่งผลให้คำพูดหรือคำสัญญาของผู้คนในตำนานอาจมีความไม่แน่นอนและไม่ค่อยยั่งยืนอยู่ในสัตย์จริงตามลักษณะของลิ้นสองแฉก
หลักฐานทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมความเชื่อ
ความเชื่อมโยงระหว่างชาวกัมพูชากับ "ตะกวด" ไม่ได้ปรากฏแค่เพียงในหน้าพงศาวดารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านหลักฐานทางโบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน
- กลองมโหรทึกโบราณ: ในอารยธรรมดองซอนทางตอนเหนือของเวียดนาม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับดินแดนกัมพูชาโบราณ พบลวดลายสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายตะกวดปรากฏอยู่รอบกลองมโหรทึก ซึ่งเป็นเครื่องมือประกอบพิธีกรรมสำคัญของกษัตริย์ในสมัยนั้น
- พิธีกรรมขอฝน: ในบางพื้นที่ของกัมพูชาปัจจุบัน ยังคงมีพิธีกรรมการสังเวยหรือความเชื่อเกี่ยวกับตะกวด เพื่อประกอบพิธีขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลเพื่อการเกษตร
- ความเชื่อท้องถิ่นที่ไม่กินเนื้อตะกวด: บางหมู่บ้านทางแถบตะวันตกของกัมพูชา ชาวบ้านยึดถือปฏิบัติร่วมกันว่าจะไม่รับประทานเนื้อตะกวด ทำให้เรายังคงเห็นสัตว์ชนิดนี้ใช้ชีวิตอย่างปลอดภัยและเดินเพ่นพ่านไปมาได้อย่างเสรีภายในชุมชน
สำหรับต้นฉบับภาษาเขมรดังกล่าว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงมีพระดำริให้ พันตรี หลวงเรืองเดชอนันต์ (ทองดี ธนะรัชต์) แปลเป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2460 จนกลายเป็นหลักฐานศึกษาทางประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยาที่ทรงคุณค่ามาจนถึงทุกวันนี้



