ไลฟ์สไตล์

ทำไม “พระญี่ปุ่น” มีเงินเดือน - แต่งงานได้ - เป็นดีเจ ทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป?

ทำไม “พระญี่ปุ่น” มีเงินเดือน - แต่งงานได้ - เป็นดีเจ ทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป?

13 ก.ย. 2569

ไขข้อสงสัย! เปิดเบื้องหลังชีวิต “พระญี่ปุ่น” เหตุใดมีเงินเดือน- แต่งหญิงได้ - เป็นนักดนตรี- แต่งงานมีครอบครัว และสืบทอดวัดได้ตามกฎหมาย

สำหรับผู้ที่เคยเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นและอาจเคยพบเห็นภาพของนักบวชพุทธในชุดคลุมสีเข้ม ใช้ชีวิตครอบครัว มีภรรยา มีบุตร ขับรถยนต์ หรือรับเงินเดือนผ่านระบบบริหารจัดการวัด จนสร้างความสงสัยว่าเหตุใดจึงแตกต่างจากภาพจำของพระสงฆ์ไทยอย่างสิ้นเชิง วันนี้พาไปเจาะลึกเบื้องหลังและที่มาของวัฒนธรรมทางศาสนาอันเป็นเอกลักษณ์นี้จากทั่วโลก

 

ทำไม “พระญี่ปุ่น” มีเงินเดือน - แต่งงานได้ - เป็นดีเจ ทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป?

 

 

 

1. ทำไมพระญี่ปุ่นจึง “แต่งงานและมีครอบครัว” ได้?

  • จุดเริ่มต้นของการอนุญาตให้พระสงฆ์ญี่ปุ่นมีครอบครัวได้นั้น มีรากฐานมาจากประวัติศาสตร์และโครงสร้างของพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญใน ยุคเมจิ (ปี ค.7. 1872 / พ.ศ. 2415) เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การปฏิรูปประเทศได้ออกประกาศอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า "นิกุจิกิ ไซไต" (Nikujiki Saitai) อนุญาตให้พระภิกษทุกนิกายสามารถฉันเนื้อสัตว์ ไว้ผม และมีภรรยาได้อย่างเปิดเผยถูกต้องตามกฎหมาย

 

  • ก่อนหน้านั้น ในบางนิกาย เช่น นิกายโจโดชินชู (Jodo Shinshu) มีแนวคิดเรื่องการเข้าถึงธรรมะโดยไม่ต้องเคร่งครัดเรื่องการถือพรหมจรรย์อยู่แล้ว (เริ่มจากท่านชินรัน ผู้ก่อตั้งนิกาย) ประกอบกับบริบททางสังคมการเมืองของญี่ปุ่นในอดีตที่ศาสนาพุทธถูกลดบทบาทลงเนื่องจากรัฐบาลสนับสนุนศาสนาชินโตเป็นศาสนาประจำชาติ ทำให้วัดและพระสงฆ์ต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตสมัยใหม่ จนกลายมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

 

ทำไม “พระญี่ปุ่น” มีเงินเดือน - แต่งงานได้ - เป็นดีเจ ทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป?

 

 

2. พระญี่ปุ่นมีรายได้และเงินเดือนเท่าไหร่?

  • ชีวิตของพระสงฆ์ญี่ปุ่นในปัจจุบันไม่ได้แตกต่างจากคนทำงานทั่วไปในแง่ของการมีรายได้ โดยพระส่วนใหญ่จะมี "เงินเดือนประจำ" ที่ได้รับจากทางวัดหรือองค์กรทางศาสนา ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดของวัดและจำนวนศาสនិกชนในความดูแล

 

  • นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว รายได้หลักของพระญี่ปุ่นยังมาจากการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา โดยเฉพาะ "พิธีศพ" และการทำบุญอุทิศส่วนกุศล ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความผูกพันกับวัดผ่านพิธีศพค่อนข้างสูง ค่าธรรมเนียมในการทำพิธีต่อครั้งมีตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันดอลลาร์สหรัฐ (หรือคิดเป็นเงินไทยหลายหมื่นบาท) ทำให้พระสงฆ์ในวัดขนาดใหญ่มีรายได้ระดับปานกลางถึงสูง สามารถผ่อนบ้าน ส่งเสียบุตรเรียน และใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคง ขณะที่พระในวัดขนาดเล็กหรือวัดชนบทบางรูป อาจต้องประกอบอาชีพเสริมหรือทำงานพาร์ทไทม์ควบคู่ไปด้วยเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว

 

3. การสืบทอดวัดเป็นมรดกตกทอดสู่ทายาท

  • อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของพุทธศาสนาในญี่ปุ่นคือ "ระบบการสืบทอดวัด" เนื่องจากวัดส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมีสถานะเป็นทรัพย์สินหรือกิจการที่บริหารจัดการในลักษณะครอบครัว (Temple Families) เมื่อเจ้าอาวาสรูปเดิมมรณภาพหรือเกษียณอายุ ตำแหน่งเจ้าอาวาสและสิทธิ์ในการดูแลวัดจะถูกส่งต่อให้แก่บุตรชายคนโตหรือทายาทที่ได้รับการฝึกฝนและบวชเรียนเพื่อมารับช่วงต่อ

 

  • ระบบนี้ช่วยให้วัดทุกแห่งมีผู้ดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ปล่อยให้รกร้าง และช่วยให้ศาสนสถานยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมทางศาสนาและพิธีศพให้แก่ชุมชนท้องถิ่นได้อย่างราบรื่น

 

 

ทำไม “พระญี่ปุ่น” มีเงินเดือน - แต่งงานได้ - เป็นดีเจ ทำทุกอย่างได้เหมือนคนทั่วไป?

 

 

ภาพลักษณ์ของพระญี่ปุ่นที่สามารถร้องเพลง เล่นดนตรี หรือทำกิจกรรมรื่นเริงได้อย่างเปิดเผยนั้น ราบรื่นไปกับบริบททางสังคมและหลักคำสอนเฉพาะตัว ซึ่งแตกต่างจากพระพุทธศาสนาในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง โดยมีเหตุผลหลักๆ ดังนี้ 

 

  1. มุมมองทางศาสนา (ไม่มีข้อห้ามเรื่องการบันเทิง): ตามพระวินัยดั้งเดิมอาจมีข้อห้ามเรื่องการฟ้อนรำขับร้อง แต่ในทางปฏิบัติของพุทธศาสนามหายานในญี่ปุ่น มองว่ากิจกรรมทางศิลปะ ดนตรี และการสร้างความสุขให้แก่ผู้คน สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแผ่ธรรมะ (Dharma) ได้ พระญี่ปุ่นหลายรูปจึงใช้ดนตรี ร็อก หรือแม้แต่การบีทบ็อกซ์ผสมผสานกับการสวดมนต์ เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และทำให้ธรรมะเข้าใจได้ง่ายขึ้น
  2. บทบาททางสังคมในฐานะ "ผู้นำชุมชนและผู้ให้บริการ": เนื่องจากพระญี่ปุ่นส่วนใหญ่มีครอบครัวและใช้ชีวิตกลมกลืนไปกับสังคมทั่วไป (คล้ายกับการทำอาชีพนักบวชหรือผู้ดูแลศาสนสถาน) ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตมีความยืดหยุ่นสูง พวกเขาไม่ได้ถูกมองว่าต้องตัดขาดจากทางโลกอย่างเคร่งครัดในทุกๆ ด้าน ตราบใดที่ไม่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดี
  3. การปรับตัวเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนาในยุคใหม่: ในยุคปัจจุบันที่วัดหลายแห่งเผชิญกับปัญหาคนรุ่นใหม่ห่างเหินจากวัด พระสงฆ์หลายรูปจึงต้องปรับตัว คิดค้นกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น คอนเสิร์ตในวัด งานศิลปะ หรือการทำคอนเทนต์ เพื่อดึงดูดผู้คนให้กลับมารู้จักวัดและคำสอนทางศาสนาในรูปแบบที่ทันสมัย

 

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือพระภิกษุนิกายเซนบางรูปที่ผันตัวมาเป็นศิลปินและนักร้องชื่อดัง เช่น พระยาคุชิจิ คันโฮ (Kanho Yakushiji) เจ้าอาวาสวัดไคเซ็นจิ ที่โด่งดังจากการนำบทสวดมนต์มาร้องผสมผสานกับดนตรีป็อปและจัดคอนเสิร์ตไปทั่วโลก เพื่อสื่อสารถึงความสงบสุขและความทรงจำถึงบรรพบุรุษในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย

 

 

แม้รูปแบบการใช้ชีวิตและการปฏิบัติศาสนกิจของพระญี่ปุ่นจะมีความยืดหยุ่นและแตกต่างจากพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศไทยอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งหมดล้วนมีที่มาจากบริบททางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการปรับตัวให้กลมกลืนไปกับโครงสร้างสังคมญี่ปุ่นสมัยใหม่นั่นเอง