
ผจก.ธกส.แจงงบช่วยเกษตรกรชี้ประกันรายได้มีข้อดี
ผู้จัดการธกส.แจงงบช่วยเกษตรกร บอกการประกันรายได้มีข้อดีสร้างหลักประกัน - สร้างความมั่นคง
(9มิ.ย.) ที่รัฐสภา เมื่อเวลา 10.00 น. การประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ประธานกมธ.เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณางบประมาณของกระทรวงการคลัง และหน่วยงานในกำกับในส่วนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) โดยปีงบประมาณนี้ ธกส.ได้รับการจัดสรรจำนวน 5.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปีงบประมาณ 53 ได้รับจัดสรร 5.57 พันล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.จากพรรคเพื่อไทยหลายคน อาทิ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลล นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ เชียงใหม่ ได้ตั้งข้อสังเกตถึง กรณีที่ธกส.ให้สินเชื่อไม่ตรงเวลา ทำให้เกษตรกรไม่มีทุนซื้อปุ๋ยทันเวลาการเพาะปลูก และยังมีปัญหาต้นทุนการผลิตสูง จึงน่าจะมีระบบเครดิตโดยให้รัฐบาลค้ำประกันเงินกู้โดยเกษตรกรไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เมื่อขายข้าวได้ก็เอามาหักลบกัน นอกจากนี้ ธกส.ควรช่วยเหลือเกษตรกรเรื่องการกระจายสินค้า และควรมีระบบประกันความเสี่ยงภัยธรรมชาติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กมธ.ยังสอบถามถึงสภาพหนี้นอกระบบและโครงการพักหนี้ของเกษตรกร และมีข้อสังเกตถึงระบบประกันราคาพืชผลที่มีความไม่เทียมกันในแต่ละพื้นที่ เช่น ทำนาพร้อมกันแต่ปรากฏว่า ภาคอีสานเงินสูงสุดที่เข้าโครงการ ได้ตันละ 27,000 บาท ถ้าขายต้นเดือนธันวาคมราคาเหลือ 22,000 บาท ปลายธันวาคมเหลือ 7,200 บาท หลังปีใหม่ไม่ได้เลย ขณะที่ภาคกลางมีน้ำเยอะ ทำนาปีละ 2 ครั้ง ได้ตันละประมาณ 5 หมื่นกว่า 2 ครั้งรวมเป็น 120,000 บาท นอกจากนี้ ต้องปรับหลักเกณฑ์ใหม่ เพราะชาวบ้านไม่มีโฉนดเป็นของตัวเอง แต่ธกส.มีหลักเกณฑ์ต้องเอาโฉนดไปประกัน ชาวบ้านเดือดร้อน เพราะต้องเสียค่าเช่าโฉนด ขณะที่ระบบเดิม เอาคนรู้จักมายืนยัน
ด้านนายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการธกส. ชี้แจงว่า ระบบการประกันภัยพืชผล ธกส.เห็นความจำเป็น โดยธนาคารโลกได้อ้างอิงดัชนีน้ำฝน เป็นตัวชี้วัด ซึ่งหลังจากที่เกษตรกรทดลองปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ขยายผล 5 จังหวัดมีเกษตรกรเข้าร่วม 5 พันกว่าราย เงินคุ้มครอง 50 กว่าล้านบาท โดยเกษตรกรได้เงินคุ้มครองไร่ละ 500 กว่าบาท นอกจากนี้ ยังได้กำหนดเม็ดเงินช่วยเหลือเกษตรกรไร่มันสำปะหลังที่ต้องขาดทุนจากปัญหาเพลี้ยในภาคอีสาน และการช่วยเหลือเกษตรกรไร่ผลไม้ในภาคอีสานด้วยการให้สินเชื่อในการกู้ยืมเพื่อส่งเสริมด้านการเกษตร
นายลักษณ์ กล่าวว่า ส่วนหนี้นอกระบบ มีเกษตรกรเป็นหนี้ไม่เกิน 6 แสนบาท จำนวน 608,000 ราย ธกส.จึงได้กำหนดขั้นตอนเจรจาประนอมหนี้แล้ว ส่วนสินเชื่อ มีเกษตรกรต้องการสินเชื่อ 3 แสนกว่าราย โดยธกส.เข้าไปวิเคราะห์สินเชื่อและอนุมัติแล้ว 1.2 แสนราย รวม 8.2 พันล้านบาท ส่วนที่เหลือก็จะดำเนินการต่อเนื่อง ส่วนโครงการพักหนี้เกษตรกร 2 ปี ตามนโยบายรัฐบาล ก็งดคิดดอกเบี้ยกับเกษตรกรที่มีเงินกู้ไม่เกิน 1 แสนบาท จำนวน 2.4 แสนราย และยังมีการอบรมการประกอบอาชีพเริ่มจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการหนี้ภาครัวเรือน การลดละเลิกค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น จากนั้นจึงให้เข้าสู่โครงการอบรมวิถีทำกิน ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
นายลักษณ์ กล่าวว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรมีข้อดี เพราะสร้างหลักประกันความมั่นคงทางรายได้ทั้งการกำหนดราคาต้นทุนการผลิต บวกกับกำไรให้กับเกษตรกร ซึ่งรัฐบาลได้ส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ 3 ชนิดก็จะได้รับเงินประกันในส่วนนี้ โดยจะประกาศราคาอ้างอิงพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนปัญหาเรื่องความแตกต่างของเงินประกันและเงินอ้างอิงที่ไม่ตรงกันนั้น รัฐก็จะนำงบจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 3.6 หมื่นล้านบาท มาชดเชยให้กับเกษตรกร โดยอ้างอิงข้อมูลจริงจากการตรวจสอบของสำนักงบประมาณที่จะจ่ายเงินให้กับเกษตรกร และขณะนี้ได้ดำเนินโครงการต่อเนื่องในการปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ได้กำหนดวงเงินประกัน 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เกษตรกรยังไม่ได้เข้าร่วมโครงการ ก็จะนำเงินชดเชยให้กับเกษตรกรในส่วนที่เหลือต่อไป
นายลักษณ์ กล่าวว่า ส่วนโครงการรับจำนำสินค้าการเกษตรที่เรียกว่าโครงการรับฝากข้าวในยุ้งฉาง เป็นโครงการที่ดี ธกส.เปิดรับมาตลอด โดยไม่ได้กำหนดให้เงินจำนำสินค้าเกินกว่าราคาตลาด ซึ่งทำให้ใช้กลไกตลาดโดยรอให้สินค้าราคาสูงแล้วนำผลผลิตมาจำนำก็จะได้เงินจำนวนมาก เป็นทางเลือกหนึ่งที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรแต่โครงการนี้จะไม่มีอีกต่อไปแล้ว เพราะหากมีการกำหนดราคาเกษตรสูงกว่าความเป็นจริงก็อาจมีสินค้าจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ์ ก็จะเป็นปัญหา และยังมีบางพื้นที่พ่อค้าคนกลางกดราคาสินค้า นอกจากนี้ เห็นด้วยกับการมีโครงการประกันภัยธรรมชาติให้กับเกษตรกร ธกส.จะร่วมกับทีดีอาร์ไอ คุ้มครองผ่านรายได้จากประกัน และผลผลิตที่ไม่ให้เกิดความเสียหายจากภัยธรรมชาติเพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายนานกว่า 5 ชั่วโมง นายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานกมธ.คนที่ 4 ทำหน้าที่ประธานการประชุม จึงให้ไปพิจารณาต่อในชั้นอนุกมธ.ตรวจสอบในรายละเอียดของงบประมาณแต่ละด้านเพื่อประเมินถึงงบประมาณที่สามารถปรับลดได้ต่อไป ซึ่งจะตั้งในวันที่ 14 มิถุนายน



