
‘หมอธีระวัฒน์’ เผยเคสศึกษา ฉีดวัคซีน mRNA 3 เข็ม ค้างนานกว่า 3.5 ปี ทำอวัยวะรวน
‘หมอธีระวัฒน์’ เผยเคสศึกษา ฉีดวัคซีน mRNA 3 เข็ม พบชิ้นส่วนตกค้างในร่างกายนานกว่า 3.5 ปี ทำอวัยวะรวน-ยีนส์ผันผวน
ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมและผู้รักสุขภาพให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับผลกระทบระยะยาวหลังการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ล่าสุด ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์สาขาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ให้ข้อมูลความรู้ผ่านทางเฟซบุ๊ก ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา เปิดเผยรายงานกรณีศึกษาสำคัญเกี่ยวกับภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นหลังการได้รับวัคซีนชนิด mRNA
3 เข็ม ป่วยหลายระบบ วัคซีนค้าง นานกว่า 3.5 ปี รวมผันผวนการทำงานของยีนส์ การศึกษาเรื่อง “การคงอยู่ของ mRNA วัคซีน พลาสมิดดีเอ็นเอ โปรตีนหนาม และความผิดปกติของการควบคุมยีนนานกว่า 3.5 ปี หลังการฉีดวัคซีน mRNA ป้องกันโควิด-19” เป็นรายงานกรณีศึกษาของผู้ป่วยชายวัย 55 ปี ที่ได้รับวัคซีน Pfizer-BioNTech จำนวน 3 โดส และพัฒนาไปสู่ภาวะอวัยวะทำงานผิดปกติหลายระบบ (Post-COVID-19 Vaccine Syndrome - PCVS) โดยสรุปผลการศึกษาที่สำคัญได้ดังนี้
โดยสรุปผลการศึกษาที่สำคัญได้ดังนี้
1. การตกค้างของส่วนประกอบวัคซีนในระยะยาว การศึกษานี้ระบุว่าเป็นการบันทึกการคงอยู่ที่ยาวนานที่สุดในร่างกาย (in vivo) ของส่วนประกอบจากวัคซีน mRNA โดยตรวจพบในหลายส่วนของร่างกายเกินกว่า 3.5 ปี หลังการฉีดโดสสุดท้าย
• โปรตีนหนาม (Spike Protein): ตรวจพบทั้งแบบอิสระในพลาสมา (Plasma), ในเอ็กโซโซม (Exosomes), ในเซลล์ภูมิคุ้มกัน (Monocytes) และในเนื้อเยื่อผิวหนัง (Endothelial cells และ Macrophages) นอกจากนี้ยังพบในเส้นประสาทจากการตรวจชิ้นเนื้อผิวหนังที่ 1,364 วันหลังฉีดวัคซีน
• mRNA ของวัคซีน: ตรวจพบ mRNA ที่มาจากวัคซีนภายในเอ็กโซโซมที่หมุนเวียนในกระแสเลือด ณ วันที่ 1,284 หลังการฉีด
• พลาสมิดดีเอ็นเอ (Plasmid DNA): ตรวจพบชิ้นส่วนพลาสมิดดีเอ็นเอ รวมถึงลำดับยีนส่วนหนาม และตัวกระตุ้น SV40 (SV40 enhancer) ในเนื้อเยื่อผิวหนัง ณ วันที่ 1,364 ซึ่งยืนยันว่ามีการเก็บกักดีเอ็นเอที่มาจากวัคซีนไว้ในเนื้อเยื่อร่างกายอย่างถาวร
2. ความผิดปกติทางพันธุกรรมและโมเลกุล (Genomic & Molecular Dysregulation) การวิเคราะห์แบบ Multi-omic พบความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับยีน
• ความไม่เสถียรของจีโนม (Genomic Instability): พบการทำซ้ำ (Duplications) และการขาดหาย (Deletions) ของส่วนยีนที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งและการควบคุมเซลล์ เช่น EGFR, MYC และ TP53
• การทำงานของยีนที่ผิดปกติ: พบภาวะเครียดจากออกซิเดชัน (Oxidative stress), การกระตุ้นหลอดเลือด และความเปราะบางของนิวเคลียสจากการวิเคราะห์ Transcriptomic ในเลือด
3. ข้อมูลทางคลินิกและการยืนยันที่มา
• อาการป่วย: ผู้ป่วยมีอาการผิดปกติหลายระบบ ทั้งหัวใจและปอด (ลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด, กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ), ระบบประสาท, กล้ามเนื้อและกระดูก, และทางเดินอาหาร
• การตัดสาเหตุจากการติดเชื้อธรรมชาติ: ผลการตรวจหาแอนติบอดีต่อโปรตีนนิวคลีโอแคปซิด (Nucleocapsid) ของเชื้อ SARS-CoV-2 เป็น "ลบ" อย่างต่อเนื่องใน 5 จุดเวลาที่แตกต่างกัน (809 ถึง 1,433 วันหลังฉีด) ซึ่งช่วยยืนยันว่าส่วนประกอบที่พบมาจากวัคซีน ไม่ใช่จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ
• การตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน: พบระดับ IgG4 ต่อโปรตีนหนามสูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบ่งชี้ถึงการถูกกระตุ้นด้วยแอนติเจนอยู่ตลอดเวลาและภาวะการทนต่อแอนติเจน (Immune tolerance)
บทสรุปของการศึกษานี้ ท้าทายสมมติฐานเดิมที่ว่าส่วนประกอบของวัคซีน mRNA จะสลายตัวอย่างรวดเร็วและออกฤทธิ์เพียงช่วงสั้นๆ โดยแสดงให้เห็นว่าวัสดุทางพันธุกรรมและโปรตีนที่ถูกแปลรหัสออกมาสามารถคงอยู่ในร่างกายได้นานเป็นปี และอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมและกระบวนการโมเลกุลของเจ้าของร่างกายในระยะยาว
ขอบคุณที่มาข้อมูล facebook ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha



