ไลฟ์สไตล์

"ศรีศักร"จวกแผนปรองดองวธ.ไม่เห็นภาพจะทำได้

"ศรีศักร"จวกแผนปรองดองวธ.ไม่เห็นภาพจะทำได้

08 มิ.ย. 2553

“ธีระ” แนะวธ.จับโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล หากหวังอัพงบเป็นหมื่นล้าน –เป็นกระทรวงเกรดเอ กรรมการ กวช.จวกนโยบายวัฒนธรรมสร้างความปรองดองของ “นิพิฏฐ์” มองไม่เห็นภาพที่จะทำได้

 เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.2553  นายธีระ     สลักเพชร    อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) กล่าวในพิธีอำลาตำแหน่งรมว.วธ. เมื่อเร็วๆนี้ว่า อยากฝากข้าราชการทุกกรมช่วยกันผลักดันงานที่ตนทำไว้ให้เป็นรูปธรรม อาทิ โครงการพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นพื้นที่บริการระดับนานาชาติ การผลักดันการจัดตั้งกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ 500 ล้านบาทรองรับ

นอกจากนี้อยากให้มีการพิจารณาโครงสร้างกรมศิลปากรโดยแบ่งออกเป็น 3 กรม โดยหนึ่งในนั้นควรมีกรมมรดกโลก เพื่อผลักดันแหล่งมรดกวัฒนธรรมของไทยเป็นมรดกโลก รวมไปถึงการผลักดันพ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ ส่วนงานสร้างเครือข่ายทางวัฒนธรรม ตนได้ผลักดันให้เกิดสภาวัฒนธรรมตำบล โดยในปี 2554 ได้ของบสนับสนุนให้แล้วตำบลละ 5,000 บาท ถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย กรมการศาสนานั้น ขณะนี้ตนเกรงว่าจะมีความซ้ำซ้อนกันระหว่างโครงการลานบุญ ลานปัญญา และโครงการโรงเรียนสอนพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ขอให้แยกงานให้ชัดเจนเพราะงบสนับสนุนคนละส่วนกัน

 “แต่ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) ที่มีการแยกงานส่งเสริมภาพยนตร์ไปอยู่กับสำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์ เหลือเพียงงานศิลปะสาขาอื่นเพียงเล็กน้อย จะทำให้หน่วยงานเล็กลง อยากจะแนะนำให้ดูแลเรื่องกองทุนส่งเสริมศิลปินและงบโครงการเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล จะทำวธ.เติบโตและเพิ่มงบจากปีละ 5 พันล้านเป็นหมื่นล้านได้ หากทำงานได้ดี ต่อไปจะกลายเป็นจุดแข็ง ผลักดันให้กลายเป็นกระทรวงเกรดเอได้ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดตนจะส่งมอบให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรมคนใหม่รับทราบต่อไป”อดีตรมว.วัฒนธรรม กล่าว

 รศ.ศรีศักร   วัลลิโภดม   ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กวช. กล่าวถึงนโยบายใช้วัฒนธรรมสร้างความปรองดองของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมคนใหม่ว่า ตนยังมองภาพไม่เห็นว่าจะทำได้อย่างไร ทุกคนมีสิทธิจะพูดได้ แต่ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้เกิดผลได้นั้นต้องทำอย่างไร ที่ผ่านมามีแต่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็ไม่เห็นผลอะไร เป็นเพียงแต่ตั้งกรรมการเท่านั้น ดังนั้นหากจะใช้วัฒนธรรมสร้างความปรองดองและเห็นผลเป็นรูปธรรมต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ใช่เรียกประชุมและออกมาพูดว่าจะใช้วัฒนธรรมในการปรองดอง

 “ทุกวันนี้สังคมเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว โดยเฉพาะคนที่มาเป็นรมว.วธ.ต้องเข้าใจงาน วธ.ก่อน เพราะที่ผ่านมาเป็นแค่เพียงการพูดแต่ไม่เกิดผลใดๆ เลย อย่างไรก็ตามก็ต้องให้เวลารัฐมนตรีคนใหม่ด้พิสูจน์ฝีมือว่าจะทำได้อย่างที่พูดหรือไม่” รศ.ศรีศักร  กล่าว