ไลฟ์สไตล์

"ผาลาย" ร่องรอยวัฒนธรรมสัมฤทธิ์และเครือญาติทางภาษา (จบ)

"ผาลาย" ร่องรอยวัฒนธรรมสัมฤทธิ์และเครือญาติทางภาษา (จบ)

09 มิ.ย. 2553

ส่วนใหญ่ของทริปนี้เราไปที่ วิทยาลัยวัฒนธรรมจีน ซึ่งมีโรงแรมพักรับรอง ตลอด 5 วันที่ค้างแรม ซึ่งวิทยาลัยแห่งนี้ได้เข้าพบ ผอ.เฉิ่นจื่อลี่ ซึ่งเป็นอดีตคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยกวางสี และอีกท่านคือ รอง ผอ.หลุ่ยฉื่อ กับเจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยฯ ต้อนรับเป็

   วิทยาลัยแห่งนี้ตั้งขึ้นไม่นานนี่เอง เมื่อตุลาคม ปี 2552 ที่ผ่านมา ซึ่งทำหน้าที่สองด้านในบทบาทของ วิทยาลัยฯ และสถาบัน คือ ในส่วนของวิทยาลัยฯ ทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกอบรมเตรียมนายอำเภอและรองนายอำเภอ ด้านวัฒนธรรม เรายังทราบมาอีกว่า รัฐบาลจีนนั้นไม่ได้มีเพียงแค่พรรคเดียวอย่างที่เข้าใจมาตลอด แต่มีพรรคเล็ก พรรคน้อย รวมบริหารประเทศอยู่ด้วย และ รองนายอำเภอ ส่วนใหญ่ ร้อยละ 90% มาจากสัดส่วนของพรรคเล็ก พรรคน้อย นั่นเอง

 ส่วน สถาบันฯ นั้นทำหน้าที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนโดยรัฐบาลจีนใช้เมืองหนานหนิงเป็นศูนย์กลางโดยเฉพาะให้ความสำคัญกับประเทศไทยในฐานะสะดืออุษาคเนย์

 คณะของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย จึงถือเป็นคณะชุดแรกที่ได้มีโอกาสเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านเครือญาติชาติภาษากับวิทยาลัยวัฒนธรรมจีน สาขา มณฑลกวางสี

 5 คืนที่หนานหนิงมีเพียงคืนที่ 2 ของการเดินทางเท่านั้นที่เราต้องไปค้างที่อำเภอหนิงหมิง เพราะต้องออกไปชายแดนจีน-เวียดนาม และล่องเรือแม่น้ำหมิงเจียงชมผาฮวาซาน ภาพเขียนสีรูปมนุษย์อายุกว่า 2,000 ปี ราวสมัยชุนชิว คืนนั้นเราค้างที่ โรงแรมฮวาซานฟงฉิ่งเหลา ที่อำเภอหนิงหมิง เมื่อถึงที่พัก คณะเจ้าหน้าที่อำเภอหนิงหมิง โดยนำ เจ้าลู่กุ้ย รองนายอำเภอหนิงหมิง และคณะเจ้าหน้าที่มาคอยต้อนรับ ในภาคค่ำมีการแสดงพื้นบ้านของทางโรงแรมจัดไว้ให้ชมพร้อมกับร่วมสนุกทายภาษาความคล้องจองในวิถีของเครือญาติชาติภาษาตระกูลเดียวกันอย่างสนุกสนาน

 ไปจีนเที่ยวนี้คนที่น่าจะสุนทรีย์ทางบทกวีมากที่สุดคงหนีไม่พ้นกวีซีไรต์จากบ้านเก่า โชคชัย บัณฑิต’ ที่เก็บบรรยากาศแทนรูปถ่ายด้วยรสแห่งคำกวีหลากหลายบท บางบทได้อ่านให้ฟังในคืนกินเลี้ยงที่วิทยาลัยฯ เป็นเจ้าภาพ ขณะที่นายกสมาคมนักกลอนฯ ยุทธ โตอดิเทพย์ ที่ร่ายกลอนสดไม่ให้เสียทีนักเลงกลอนเมืองนครปฐม จนเจ้าของ โรงแรมฮวาซานฟงฉิ่งเหลา ขอเป็นลายมือพร้อมกับให้น้อง ลิลลี่-เฟิง ฟง แปลเป็นภาษาจีนติดไว้เป็นที่ระลึกของโรงแรม

 นอกจากคณะเราจะมาทัศนศึกษาแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี มิวเซียม อีกหลายแห่งที่น่าสนใจ และเปิดกว้างทางความรู้ให้เลือกศึกษา บันทึกภาพ รอยยิ้มต้อนรับผู้มาเยือนเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ใหญ่มโหราฬสมเป็นมหาอำนาจทางวัฒนธรรม

 โดยเฉพาะที่ พิพิธภัณฑ์ชนชาติกวางสี ซึ่งออกแบบเป็นรูปคล้ายกลองมโหระทึก ภายในมีการจัดแสดง กลองสัมฤทธิ์มากกว่า 500 กลอง และการแต่งกายของชนเผ่าต่างๆ ในกวางสี ทั้งบ้านเรือน และจำลองรูปผนังผาฮวาซาน

 จริงๆ รูปเขียนที่ผาฮวาซานนั้นมีมากที่สุด มีรูปคล้ายคนเต้นท่ากบ รูปหมา และวงกลม เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของสุริยจักรวาล ผาฮวาซาน นั้น ภาษาจ้วงเรียกว่า ผาลาย และภาพที่เขียนขึ้นออกไปทางสีแดงและอยู่ในบริเวณเวิ้งน้ำ โดยเวิ้งน้ำที่กว้างจะมีภาพเยอะเป็นพิเศษ เท่าที่สังเกตมีอยู่ถึงสามจุดเวิ้งโค้งน้ำ

 ซึ่งกลองสัมฤทธิ์และผาลาย คือ สัญลักษณ์สำคัญอันยิ่งใหญ่ที่น่าภาคภูมิใจมากที่สุดสองอย่างทางประวัติศาสตร์ของชาวจ้วง ขณะเดียวกันวัฒนธรรมของผู้คนในแถบแผ่นดินสุวรรณภูมินั้น ถือว่าเป็นวัฒนธรรมสัมฤทธิ์ที่มีอายุมากกว่า 2,000 กว่าปีแล้ว ฉะนั้น กลองสัมฤทธิ์เป็นโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างยิ่ง ของประวัติศาสตร์จีนภาคใต้และอุษาคเนย์

 ก่อนจะเดินทางกลับหนึ่งวัน คณะเรามีกำหนดแลกเปลี่ยนสัมมนากับคณะสมาคมนักเขียนมณฑลกวางสี ที่ กรมวัฒนธรรมสัมพันธ์ ในเมืองหนานหนิง

 ก่อนหน้านี้ไม่นาน สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ได้เดินทางมาลงนามสัญญา MOU เพื่อแลกเปลี่ยนแปลวรรณกรรมร่วมสมัยไทยกับจีน กับ สมาคมนักเขียนมณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมี มหาวิทยาลัยชนชาติกวางสี เป็นธุระเรื่องแปลเป็นภาษาจีน

 ทาง สมาคมนักเขียนมณฑลกวางสี ได้กล่าวต้อนรับเราด้วยบรรยากาศที่งดงามว่า ดอกไม้กำลังสวยงามในเดือนพฤษภาคม บอกดินแดนแถบนี้เป็นดั่งทะเลเพลงพื้นบ้านของชนเผ่า ซึ่งได้แสดงถึงลักษณะความหลากหลายของจีน

 พูดถึงแง่ของกวี ปัจจุบันวงการกวีแห่งกวางสีมีชีวิตชีวาหรือคึกคักเป็นอย่างมาก แม้ว่ายอดขายจะไม่ได้ดิบดีหรือติดอันดับหนังสือขายดี (ช่างเหมือนบ้านเราจริงๆ) แต่ยังมีคนทำงานด้านวรรณกรรมแขนงนี้อยู่ รวมทั้งยังมี กวีแนวอนุรักษนิยมและกวีรูปใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมอยู่ไม่น้อย

 การเขียนวรรณกรรมของจีนหลังศตวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา ประเภทการเขียนเริ่มแตกแขนง นักเขียนมีผลงานสมัยใหม่ขายได้และมีชื่อเสียง

 ขณะที่นักเขียนที่ยืนอยู่แนวเดิมหรืออนุรักษนิยมนั้นค่อนข้างจะขายได้ยาก โดยเฉพาะ กวีนิพนธ์ กวีของกวางสี แม้จะขายได้ยาก มีรายได้น้อย แต่ก็ยืนอยู่ด้วยความรักและศรัทธาในบทกวีและยังทำงานอย่างต่อเนื่อง

 สัมพันธ์ไทย-จีน ในวาระครบ 50 ปี สมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย คงเป็นเพียงการเริ่มต้น ที่มีร่องรอยให้สานสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและน้ำใจไมตรีกับมิตรประเทศที่พร้อมจะ รู้เขา-รู้เรา ให้สังคมที่เปิดให้ศึกษาหาความรู้ระหว่างประเทศ แม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในห้วงระยะสั้นแต่ความประทับใจอันยืนยาว

 เหมือนคำพูดของกวีจีนที่บอกกับคณะเราว่า มิตรภาพทางวัฒนธรรมยิ่งยั่งยืนกว่ามิตรภาพทางเศรษฐกิจ เราเชื่อเช่นนั้น

เรื่อง - ภาพ "มหา สุรารินทร์"