ไลฟ์สไตล์

ชะตากรรมชาวสวนผลไม้(ใต้)

ชะตากรรมชาวสวนผลไม้(ใต้)

08 มิ.ย. 2553

หลังวิกฤติผลไม้ในภาคตะวันออกเริ่มคลี่คลาย ปัญหาผลไม้ทางภาคใต้ก็เริ่มจะเข้ามา โดยเฉพาะในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะเห็นว่าช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายนของทุกปี จะเป็นช่วงที่ผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้จะออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มั

   การแก้ปัญหาที่ผ่านมาจะใช้กำลังพลทหารเข้าไปจัดการในเรื่องการเก็บเกี่ยวผลผลิตและการนำผลผลิตออกนอกพื้นที่เพื่อลดความเสี่ยงอันตรายจากผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่อาจจะเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ โดยในปีนี้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คาดการณ์เอาไว้ว่าจะมีผลผลิตผลไม้ของภาคใต้ออกสู่ท้องตลาด รวมประมาณ 700,296 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีผลผลิตรวม 692,251 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน ประมาณ 306,484 ตัน มังคุด ประมาณ 151,853 ตัน เงาะ ประมาณ 138,311 ตัน และลองกองอีกประมาณ 103,621 ตัน

 ด้วยเหตุนี้เอง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลัก จึงได้จัดทำแผนการบริหารจัดการผลไม้ภาคใต้ ปี 2553 ขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือต่อปัญหาดังกล่าว โดยมุ่งช่วยกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตไปสู่ตลาดต่างๆ โดยเร็ว เพื่อป้องกันปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ในภาคใต้ โดยภาครัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงราคา แต่จะปล่อยให้ผลไม้ภาคใต้ดำเนินไปตามกลไกตลาดปกติ ภายใต้ 3 มาตรการหลัก คือ มาตรการพัฒนาคุณภาพผลผลิต, มาตรการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ภาคใต้ และมาตรการส่งเสริมการบริโภคและตลาดผลไม้ของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้

 ในประเด็นนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร คุณอรรถ อินทลักษณ์ ได้ขยายความต่อว่า สำหรับมาตรการพัฒนาคุณภาพผลผลิตนั้นจะเน้นการฝึกอบรมทักษะการคัดเกรดมังคุด ฝึกอบรมมือตัดผลไม้ให้เป็นมืออาชีพ และฝึกอบรมหลักสูตรเทคนิคการบริหารจัดการผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนมาตรการกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ภาคใต้จะเร่งรัดกระจายผลผลิตออกนอกพื้นที่ให้มากที่สุด

 และสุดท้ายมาตรการส่งเสริมการบริโภคและตลาดผลไม้ของ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีแผนจัดรณรงค์ส่งเสริมการจำหน่ายในจังหวัดปลายทางเพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้จากภาคใต้ พร้อมเปิดจุดส่งเสริมการขาย หรือโรดโชว์ ที่รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย คาดว่าจะสามารถช่วยให้ชาวสวนผลไม้ภาคใต้ขายผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่าต้นทุน

  ขณะนี้ทางคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ก็ได้เร่งเสนอของบประมาณสนับสนุนจาก คชก.วงเงินประมาณ 53 4.97 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินจ่ายขาด 41 3.97 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียน 121 ล้านบาท เพื่อเตรียมพร้อมรองรับและให้ทันต่อสถานการณ์ผลไม้ภาคใต้ที่กำลังจะเริ่มออกสู่ท้องตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนนี้ เพราะไม่เช่นนั้นผู้ที่รับกรรมก็คือชาวสวนผลไม้เช่นเดิมครับ!

"สุรัตน์ อัตตะ"
[email protected]