ไลฟ์สไตล์

วิกฤตเศรษฐกิจพ่นพิษส่งผู้ป่วยไหลใช้สิทธิ์บัตรทองเพิ่ม

วิกฤตเศรษฐกิจพ่นพิษส่งผู้ป่วยไหลใช้สิทธิ์บัตรทองเพิ่ม

20 มี.ค. 2552

วิกฤตเศรษฐกิจพ่นพิษ ส่งผู้ป่วยไหลใช้สิทธิ์บัตรทองเพิ่ม สปสช.แฉตัวเลข ล่าสุดผู้ประกันตนแห่ย้ายสิทธิ์บัตรทองเพิ่ม 50,000 รายต่อเดือน เตรียมเสนอ ครม. อังคารหน้าของบค่ารักษารายหัวปี 53 จำนวน 2,700 บาทต่อคนต่อปี เพิ่มจากปีนี้ 500 บาท เหตุอัตราเงินเพ้อ ต้นทุนค

ที่อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี - ในการเสวนาเรื่อง “ ความมั่นคงสุขภาพคนไทย ในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ ” จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในงานประชุม 90 ปี การสาธารณสุขไทยเพื่อคนไทยสุขภาพดี ดร. อัมมาร สยามวาลา นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( TDRI ) กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 โดยเฉพาะผลกระทบทางด้านสุขภาพซึ่งมีไม่มาก

เนื่องจากขณะนี้เรามีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพื่อรองรับการรักษาพยาบาลให้กับประชาชน ต่างจากปี 2540 ที่พบว่ามีคนจนเพิ่มมากขึ้นประมาณ 1 ล้านคน และไม่มีระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยพบว่าค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในขณะนั้นลดลงถึงร้อยละ 24

 แต่ทั้งนี้ปีนี้แม้ว่าผลกระทบที่ส่งผลการเข้าถึงการรักษามีไม่มาก แต่ประชาชนจะยังคงต้องมีการปรับตัวเพื่อลดค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งจะมีการหันมาใช้สิทธิ์บัตรทองและระบบรักษาพยาบาลภาครัฐมากขึ้นแทนการจ่ายค่ารักษาเอง ซึ่งทาง สปสช. เริ่มมีการจัดระบบรองรับปัญหาแล้ว อย่างไรก็ตามปัญหาการย้ายสิทธิ์ของผู้ประกันตนยังไม่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้ขยายสิทธิ์รักษาพยาบาลให้ผู้ประกันตนที่ว่างงานเป็น 8 เดือนจากเดิมเพียงแค่ 6 เดือน ซึ่งหลังจากนี้คงต้องติดตามต่อไป

 นพ. ชาตรี ดวงเนตร ประธานคณะกรรมการผู้บริการศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ ตัวแทน รพ.เอกชน กล่าวว่า ในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจพบว่าจำนวนผู้รับบริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนที่เป็นผู้ป่วยนอกยังมีจำนวนมาก แต่เมื่อรับการตรวจรักษาและพบโรคจะหายไป เนื่องจากจะเปลี่ยนไปรับการรักษายังโรงพยาบาลที่ไว้ใจและคิดค่ารักษาที่ถูกกว่าแทน ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นการลื่นไหลของผู้ป่วยที่รับบริการลงมาระดับล่างมากขึ้น เช่น จากเดิมที่ใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนชั้นหนึ่งก็จะหันมาใช้บริการโรงพยาบาลเอกชนระดับกลางแทน นอกจากนี้ยังเห็นการขยับเลื่อนไปใช้บริการระบบหลักประกันสุขภาพของภาครัฐมากขึ้น ซึ่งรัฐจะต้องเป็นผู้แบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยมากขึ้น

 “ หากปีนี้เศรษฐกิจเผาจริงจะเกิดภาวะวิกฤตมากกว่านี้ ซึ่งผลการดำเนินงานของ รพ.เอกชนจะหดตัวลงเพราะผู้ใช้บริการลดลง งานลดลง การใช้อาคารสถานที่และเครื่องมือแพทย์ลดลง ขณะที่ผู้ป่วยเองจะจู้จี้เรื่องมาตรฐานการรักษามากขึ้น เพราะถือว่าเสียค่าใช้จ่ายราคาแพง ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ฝั่งเอกชนมีความเครียดมากขึ้นตาม ” นพ.ชาตรี กล่าว และว่า ขณะที่โรงพยาบาลรัฐจะแบกรับภาระงานบริการรักษามหาศาล ภาระงานหนักมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการจากจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่ม

 นพ.ชาตรี กล่าวว่า โรงพยาบาลเอกชนจะต้องมีการปรับตัว ซึ่งไม่เพียงไม่เพิ่มราคาค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น แต่อาจต้องปรับลดราคาลง และอาจต้องเปิดให้ภาครัฐเข้ามาร่วมใช้สถานที่ เครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ซึ่งขณะนี้มีบางส่วนของโรงพยาบาลเอกชนไม่ค่อยได้ใช้เพราะจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง โดยเบิกค่ารักษาเท่ากับโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งทีผ่านมาได้มีการดำเนินการความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในบางโครงการแล้ว เช่น โครงการผ่าตัดผู้ป่วยโรคหัวใจของ สปสช. ซึ่งโรงพยาบาลกรุงเทพได้เข้าร่วม เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผ่านวิกฤตไปได้ และยังมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม

 นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า ขณะที่ผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจต่อระบบการรักษาพยาบาลทั่วโลก พบว่า ผู้ป่วยที่อยู่ในกลุ่มประเทศพัฒนาจะเลือกรักษาตัวกับโรงพยาบาลในประเทศมากขึ้น แต่หากป่วยด้วยโรคค่าใช้จ่ายสูง ระบบประกันไม่คลอบคลุมก็จะมองหาโรงพยาบาลในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่มีค่ารักษาระดับกลางเพื่อเข้ารักษาแทน โดยมองเรื่องราคาถูกสุด คุณภาพรักษาใช้ได้ ไม่มองเรื่องบริการ ซึ่งประเทศที่ดำเนินเมดิฮับที่อยู่ในเกณฑ์คุณภาพ คือ อินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์กลางรักษาพยาบาลที่ดังที่สุด แต่มีผู้รับบริการไม่มาก รองลงมาคือ ไทย มาเลเซีย ฮ่องกง สิงค์โปร์ อังกฤษ เยอรมัน และอเมริกา

 ด้าน นพ. วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า จากงบประมาณรักษาพยาบาลที่ถูกออกแบบไว้โดยให้งบรายหัวทำให้เกิดผลกระทบไม่มาก และการที่เป็นนโยบายประชานิยมก็ทำให้รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของการย้ายสิทธิ์ระบบประกันสุขภาพนั้น ในช่วงที่ยังไม่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจมีผู้ประกันตนย้ายสิทธิ์มาบัตรทอง 100,000 รายต่อเดือน ขณะที่ผู้มีสิทธิบัตรทองก็ย้ายสิทธิ์ไปเป็นผู้ประกันตน 100,000 รายต่อเดือนเช่นกัน แต่หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแล้ว พบว่า จำนวนผู้ประกันตนที่ย้ายใช้สิทธิ์บัตรทองยังมีจำนวนเท่าเดิม คือ 100,000 รายต่อเดือน แต่ผู้มีสิทธิ์บัตรทองที่ย้ายใช้สิทธิ์ผู้ประกันตนลดลงอย่างมา โดยอยู่ที่ 50,000 รายต่อเดือนเท่านั้น ดังนั้นทาง สปสช.จึงเตรียมเสนอของบประมาณเพิ่มเติมตามความจำเป็นที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา สปสช. ได้เตรียมมาตรการรองรับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเน้นการทำความเข้าใจกับประชาชน ทั้งเรื่องให้เน้นการใช้ระบบบริการปฐมภูมิ การดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการต่อรองค่ารักษาพยาบาลกับหน่วยบริการ

 “ ในสัปดาห์หน้างบประมาณ สปสช. จะเสนอต่อ ครม. ซึ่งในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัวประชากรอยู่ระหว่างการต่อรองกับสำนักงบประมาณอยู่ โดยเราเสนอไปที่ 2,700 บาทต่อคนต่อปี จากเดิมในปี 2552 อยู่ที่ 2,202 บาทต่อคนต่อปี เชื่อว่าจำนวนงบที่ได้รับจะไม่ลดลงจากปีนี้ ทั้งนี้งบประมาณที่ขอเพิ่มจากเดิม 500 บาทนั้น เป็นการคำนวณจากอัตราเงินเฟ้อ การใช้บริการเพิ่มจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่ปรับเพิ่ม รวมถึงค่าตอบแทนแพทย์ พยาบาลซึ่งที่มีการเพิ่มค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายในช่วงที่ผ่านมา จำนวน 3,000-5,000 ล้านบาทต่อปี โดยในระหว่างนี้เป็นการจ่ายจากงบบำรุงโรงพยาบาลไปก่อน ” นพ.วินัย กล่าวว่า

 ด้าน นาย นิมิตร เทียนอุดม เลขาธิการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ขณะนี้มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ทำหน้าที่ดูแลค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชน ทำให้ผลกระทบด้านสุขภาพจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจลดลง แต่รัฐบาลต้องชัดเจนว่าจะไม่มีการตัดทอนงบประมาณสาธารณสุขลงไม่ว่าเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะใด เพราะไม่ว่าอย่างไรคนเจ็บป่วยยังคงจำเป็นต้องรับการรักษา อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงความมั่นคงด้านสาธารณสุขประเทศจะต้องยืนอยู่บนหลักการ 2 ข้อ คือ ในเรื่องยาที่ต้องสร้างการพึ่งพาตนเอง และการสร้างความมั่นคงทางความคิดในเรื่องของยาให้กับประชาชน เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างมีประสิทธิภาพและลดการใช้ที่ยาฟุ่มเฟือยลง

 “ หลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต่อมาประมาณ 1 ปี เรายังไม่เคยได้ยินว่ามีบริษัทยาได้รับผลกระทบ ถือเป็นสิ่งที่เราต้องนำมาคิดว่าเราจะยอมให้บริษัทยาทำกำไรบนความเดือนร้อนของประชาชนอีกต่อไปหรือไม่ ” นายนิมิตร กล่าว