
ดร.สุเมธเทิดในหลวงครูแห่งแผ่นดิน
ดร.สุเมธ เทิด ในหลวง ครูแห่งแผ่นดิน ทรงสอนความรู้นอกตำรา ใกล้ชิดธรรมชาติ รู้จักชีวิต ฝากครูถอดบทเรียนจากแนวพระราชดำริสอนศิษย์ เผยแม้ประทับ รพ.ศิริราช แต่ยังทรงงานหนักทุกวัน ติงคนไทยปากบอกรัก ศรัทธา แต่ไม่นำคำสอนมาปฏิบัติ วอน กตัญญู ตอบแทนแผ่นดิน
วันนี้(4 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.15 น. ที่อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับการพัฒนาคนไทยที่สมบูรณ์แบบ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีที่ 60 แห่งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสืบสานปณิธานด้านการศึกษา โดย ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษเรื่อง “ความเป็นครูในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน
เท่าที่ตนได้ถวายงานมากว่า 30 ปีพระองค์ทรงสอนให้รู้จักและใกล้ชิดกับดิน น้ำ ลม ไฟ และชีวิต ถือเป็นบทเรียนที่ไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดจะสอนได้ครบ เป็นสิ่งที่อยู่นอกตำราและอยู่นอกห้องเรียนทั้งสิ้น พระองค์จะทรงทำให้ดูก่อนในทุกๆ เรื่อง ทุกๆ โครงการ โดยผ่านการทดลองภายในวังเพื่อให้เป็นที่พอใจก่อนจึงจะนำมาแสดงให้ดู พระองค์ทรงเป็นครูที่พยายามจูงใจผู้เรียนให้มาสนใจเองโดยไม่ใช้วิธีการบังคับ และเมื่อพระองค์ทรงสอนอะไรแม้จะสอนเพียงแค่เรื่องเดียว แต่คำอธิบายที่ได้รับกลับออกมาถึง 10 อย่าง ซึ่งพระองค์ทรงหวังให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ทุกแง่มุม
“หลายปีที่ผ่านมาจากที่พระองค์ทรงติดตามสภาพภูมิอากาศทำให้ทรงทราบว่าน้ำเหนือกำลังจะไหลท่วมมายัง กทม. ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีหน่วยงานใดที่รับทราบถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น ถึงแม้ว้าพระองค์ทรงรู้แต่ก็ไม่มีอำนาจที่จะสั่งการตรงไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องได้ทันที ดังนั้นจึงทรงใช้อุบายโดยเรียกผู้เกี่ยวข้องมาประชุม พร้อมทั้งออกอากาศเป็นข่าวทางโทรทัศน์ ซึ่งพระองค์จะทรงถาม และเสนอแนวทางแก้ปัญหาโดยเป็นการสอนทางอ้อมให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าอันตรายกำลังจะมาถึงซึ่งทุกฝ่ายก็รับที่จะไปปฏิบัติตาม อย่างไรก็ตามขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ที่ รพ.ศิริราช แต่พระองค์ได้ทรงติดตามงานในทุกเรื่อง และทุกด้านทุกวัน ซึ่งครั้งใดที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จลงพื้นที่ก็จะนำผลกลับมาถวายรายงานต่อพระองค์ โดยจะทรงมีรับสั่งแนะนำตลอด ส่วนงานอื่นๆ ก็จะใช้ไอทีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดตามงาน และเรียกข้อมูลมาดูได้ตลอดเวลา ” ดร.สุเมธ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวต่อว่า ขณะนี้คนไทยเป็นทาสคำว่าสากลจนลืมคำว่าภูมิปัญญาของไทย ซึ่งพระองค์ทรงสอนอยู่เสมอว่า การจะไปทำโครงการหรือกิจกรรมในพื้นที่ใด ควรให้ความเคารพกับคำว่าภูมิสังคม โดยต้องปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติของสถานที่นั้นๆ รวมทั้งต้องรู้จักเคารพผู้คน ดูความต้องการ และความพร้อมของคนในพื้นที่นั้นๆ ไม่ใช่ยัดเยียดโครงการต่างๆ ให้หรือบังคับให้ทำเหมือนกันทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์เคยมีพระราชกระแสรับสั่งที่เกี่ยวกับครูว่า ประเทศชาติจะเจริญหรือเสื่อมลงนั้นขึ้นอยู่กับการศึกษาของประชาชนเป็นสำคัญ
ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า พระองค์ทรงทำโครงการต่างๆ ขึ้นมามากมาย แต่น่าเสียดายที่คนไทยมองแค่จำนวนโครงการที่มีมากกว่า 3 พันโครงการ ซึ่งหากหยุดสนใจเรื่องจำนวน และหันมาศึกษาลักษณะโครงการที่พระองค์ทรงทำขึ้น ว่าทำเพื่ออะไร เกิดประโยชน์กับประเทศชาติอย่างไรจะดีกว่า ซึ่งครูในปัจจุบันสามารถนำแนวทางโครงการตามแนวพระราชดำริในเรื่องต่างๆ มาถอดเป็นบทเรียนเพื่อใช้ได้แทบทุกวิชา
นอกจากนี้ยังรู้สึกเสียดายที่คนไทยชอบเห็นพระองค์ ชอบชื่นชมและศรัทธาในพระองค์ แต่ทุกคนกลับไม่เคยมอง และไม่เคยฟังพระองค์เลย ซึ่งหากถามว่าพระองค์ทรงสอนอะไรบ้างก็ไม่มีใครตอบได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชดำรัสทุกวันที่ 4 ธ.ค. ที่ทุกคนต่างตั้งรอฟังพระราชดำรัสจากพระองค์ แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นมา 1 สัปดาห์ หากย้อนถามกลับไปว่าพระองค์ทรงรับสั่งเรื่องอะไรบ้าง กลับไม่มีใครตอบได้ ถ้ามีก็ถือว่าน้อยมาก
ดร.สุเมธ กล่าวด้วยว่า ขอฝากประโยคที่ตนได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันแรกที่เข้าถวายงาน โดยพระองค์มีพระราชดำรัสว่า “ขอขอบใจที่จะมาช่วยงานฉัน แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ามาช่วยงานฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากความสุขที่จะมีร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น” ดังนั้นในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทย จึงขอให้ทุกคนทำประโยชน์ร่วมกับพระองค์ เพื่อความสุขของประเทศชาติที่จะมีร่วมกัน นอกจากนี้ตนขอฝากให้ทุกคนให้ความสำคัญกับคำว่า กตัญญู ให้มาก โดยเบื้องต้นต้องกตัญญูต่อแผ่นดิน เพราะหากไม่มีแผ่นดิน ก็อยู่ไม่ได้ จึงต้องกตัญญูต่อประเทศชาติ รักประเทศชาติ อย่าทำลาย พยายามช่วยกันรักษา สงวน ส่งเสริม และพัฒนาประเทศให้อยู่ในสภาพที่ดีต่อไป
“ปัจจุบันคนไทยไม่รักษาบ้านเมือง เช่น โค่นต้นไม้ใหญ่ คำนึงแต่ผลประโยชน์เฉพาะหน้า ซึ่งสุดท้ายจะถูกกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ดังนั้นกตัญญูจึงเป็นสิ่งจำเป็น หากทุกคนขาดสิ่งนี้ ประเทศชาติก็คงอยู่ไม่ได้ เราจึงต้องช่วยกันทำ” เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา กล่าว



