ไลฟ์สไตล์

"อภิสิทธิ์"มอบนโยบายผู้นำชาวนาทั่วปท.

"อภิสิทธิ์"มอบนโยบายผู้นำชาวนาทั่วปท.

04 มิ.ย. 2553

นายก"อภิสิทธิ์" ควง "ธีระ" มอบนโยบายและแจงมาตรการช่วยเหลือชาวนา

ผู้สื่อข่าวรายงานภารกิจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่า เวลา 08.00 น.วันที่ 4 มิ.ย.คณะนักเรียนโรงเรียนจักรคำคณาทร ที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ณ ประเทศไต้หวัน เข้าพบนายกรัฐมนตรี ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 10.30 น. นายกรัฐมนตรีได้บันทึกเทปโทรทัศน์เนื่องในวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2553 ณ ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ต่อจากนั้นเเวลา 11.00 น. นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำผู้นำชาวนาจากทั่วประเทศและเยาวชน จำนวน 150 คน เข้าพบและรับฟังนโยบายจากนายกรัฐมนตรี ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวมอบนโยบายกับชาวนาว่า ครม.กำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปีเป็นวันชาวนาและข้าวแห่งชาติ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการยอมรับความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของชาวนาและข้าว ไม่ใช่ในแง่ของการพัมนาประเทศแต่เป็นในแง่ของการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนคนไทยและชาวโลกส่วนหนึ่ง ต้องถือว่าเรื่องของข้าวกับเรื่องของประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมีความผูกพันมาช้านาน กระทั่งการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ภาษา คนไทยเวลาทักกันจะถามว่ากินข้าวกหรือยัง ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าข้าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยอย่างลึกซึ้งมาโดยตลอด

 นายกฯ กล่าวว่า ระยะหลังเมื่อประเทศมีการพัฒนาบทบาทภาคอุตสาหกรรมเข้ามามากขึ้น มีความน่าห่วงใยว่าอนาคตของภาคเกษตร ชาวนา ข้าว จะเป็นอย่างไร และต้องยอมรับว่าขณะที่ชาวนา เกษตรเสียสละทุ่มเทแรงกายแรงใจและอีกหลายอย่างในการที่จะปลูกข้าวให้คนไทยมีข้าวกิน ให้ประเทศไทยส่งออกข้าวมาเป็นเวลาส 20 ปี แต่ว่ารายได้ของเกษตรกรชาวนามีรายได้น้อย มีความไม่แน่นอน ไม่มั่นคงมาโดยตลอด และการแก้ปัญหาทุกยุคทุกสมัยถือได้ว่ารัฐบาลทุกชุดก็พยายามแก้ไขปัญหาของเกษตรและราคาข้าว ประสบความสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ที่สำคัญคือว่าเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตร อาชีพทางด้านการเกษตรดูจะขาดความมั่นคงในขณะที่ภาคเศรษฐกิจอื่นเติบโตขึ้นก็ทำให้หลายฝ่ายมีความรู้สึกกังวลกับอนาคตของข้าวและของการเกษตร

 “โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงความห่วงใยมาหลายต่อหลายครั้งในเรื่องของอนาคตของการเกษตรและอนาคตของจข้าวไทย”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ถึงวันนี้ตนมองว่าภาวะการต่างๆในโลกทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นแม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีมีวิวัฒนาการหรือนวัตกรรมเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาทั่วโลกคือวิกฤตการเรื่องอาหารที่มาจากหลายปัจจัย 1. ประชากรของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่ที่ใช้ในการเกษตรได้รับผลกระทบในการพัฒนาทางเศรษฐกิจ มีการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ทางด้านอื่น 2.ผลกระทบในเรื่องของระบบนิเวศน์ปัญหาโลกร้อน ซึ่งมีผลกระทบต่อการผลิตอาหารในหลายพื้นที่ในโลก จึงกลายเป็นสิ่งที่รัฐบาลมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนแปลงแต่ถือว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยให้กับเกษตรกรไทยด้วย เพราะไทยเป็นไม่กี่ประเทศที่มีความสามารถในการผลิตอาหารเกินความต้องการของคน แล้วก็สามารถส่งออกได้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นจากการที่ได้ศึกษาปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบและการแก้ไขเรื่องวิกฤติของอาหารและพลังงาน รัฐบาลก็มีความมั่นใจว่าภาคการเกษตรของประเทศไทยจะกลับมามีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นหลังจากที่วัดจากคุณภาพของผลผลิต จำนวนประชากรที่เกี่ยวกับภาคการเกษตรเทียบเป็นสัดส่วนของประชากรหรือรายได้รวมนั้นลดลงมาโดยลำดับ

 “รัฐบาลมองเห็นว่าโอกาสตรงนี้ก็ต้องได้รับการเสริมด้วยมาตรการและนโยบายที่จะทำให้เกษตรกรโดยเฉพาะชาวนามองเห็นอนาคตที่มั่นคง”นายกฯ กล่าว

 นายกฯ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าคนหนุ่มคนสาววัยทำงานเหลือในชนบทน้อยลงทุกทีและจากการสอบถามเกษตรกรว่าลูกหลานคิดจะทำการเกษตรต่อไปหรือไม่ก็พบว่าน้อยรายที่มองว่าอนาคตของลูกหลานตัวเองนั้นจะอยู่ในภาคการเกษตร แต่แม้ความเปลี่ยนแปลงในโลกจะเกิดขึ้นแต่ความตั้งใจของรัฐบาลที่กำหนดนโยบายชัดเจนที่จะฟื้นภาคการเกษตรให้เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ ตนคิดว่าเราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำในขณะนี้ส่วนหนึ่งคือได้น้อมนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเผยแพร่

 “เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดปรัชญาเศรษฐกกิจพอเพียงก็ดี เกษรทฤษฎีใหม่ก็ดี และโครงการตามแนวพระราชดำริหลายโครงการสามารถทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ปรารถนาที่จะเข้าไปอยู่ในระบบของเศรษฐกิจหลักดำรงอยู่ชีวิตอยู่ได้ มีอาหาร มีความพอเพียงเพียงพอในการที่จะดำรงชีวิต มีรายได้ที่ดีตามสมควรและสามารถอยู่กับชุมชนธรรมชาติได้อย่างกลมกลืนด้วย”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำถึงนโยบายของรัฐบาลว่า ความพยายามของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรภายใต้นโยบายของการดูแลตลาดข้าวและสินค้าเกษตร อาทิ โครงการประกันรายได้เกษตรกรที่ดีกว่ามาตรการแทรกแซงด้วยการรับจำนำ ที่ดำเนินการในรอบที่สองแล้ว ซึ่งแนวทางนั้นเกษตรกรก็คงทราบอยู่แล้ว ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลมีนโยบายและมาตรการที่สามารถช่วยเกษตรกรได้ทุกรายทั่วถึงและเงินงบประมาณถึงมือเกษตรกรโดยตรง ไม่กระทบกลไกตลาดซึ่งทำให้โอกาสของข้าวไทยมีความยั่งยืน อย่างไรก็ตามในเรื่องของหลักเกณฑ์ราคา ปริมาณที่ให้ก็จะมีการปรับเปลี่ยนในอนาคตเพราะอาจจะไม่ตรงกับความต้องการในทุกพื้นที่

 นายกฯ กล่าวถึงข้อเรียกร้องในการที่จะให้มีกองทุนการออมสำหรับชาวนาที่อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ในปีนี้และปีต่อไปรัฐบาลจะผลักดันโครงการกองทุนเงินออมแห่งชาติอยู่แล้ว จะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบราชการ ไม่มีประกันสังคมเข้ามาออมแล้วรัฐบาลจ่ายเงินสมทบ ซึ่งจะเป็นกองทุนที่จะเก็บไว้ยามชราก็จะมีรายได้ที่ออกมาจากเงินออมและเงินสมทบที่รัฐบาลใส่ตลอด

 “นี่เป็นอีกก้าวที่ทำให้ชาวนาซึ่งถือว่าอยู่นอกระบบประกันสังคมและนอกระบบราชการเริ่มมีสวัสดิการเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนครอบคลุมทุกด้านมากขึ้น อันนี้คือความตั้งใจของรัฐบาลที่ต้องการส่งสัญญาณไปยังประชาชนในชนทบทว่าการประกอบอาชีพทางการเกษตร การเป็นชาวนาชาวไร่ชาวสวนกำลังจะเป็นอาชีพที่มีหลักประกันที่มั่นคงยั่งยืนมากขึ้น”นายกฯ

 นายกฯ กล่าวอีกว่าในช่วงครึ่งปีหลังต่อเนื่องจนถึงต้นปีหน้าเรามีปัญหาที่ต้องเผชิญร่วมกันคือปัญหาวิกฤติน้ำ เพราะจากสภาพอากาศในช่วงห้าเดือนแรกของปีนี้ทำให้น้ำที่มีในเขื่อนหลักของประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำที่สุดในรอบหลายสิบปี ทำให้คาดการได้ว่าช่วงครึ่งปีหลังจนถึงต้นปีหน้าการทำนาปีในพื้นที่ชลประทานการทำนาปรังรอบแรกของปีถัดไปจะได้รับผลกระทบค่อนข้างแน่นอน ตนได้ขอให้พล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ รองนายกฯทำงานร่วมกับรมว.เกษตรฯ ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากมีโอกาสทำฝนเทียมได้ก็ขอให้เร่งดำเนินการ

 “ขณะนี้สถานการณ์ดีขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง น้ำในเขื่อนหลักอาจจะมีพอใช้ในช่วงสองเดือนข้างหน้า ผมติดตามล่าสุดดูร่องความกดอากาศต่างๆดูแนวโน้มดีขึ้น โอกาสที่จะมีพายุเข้ามาก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องขอความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องช่วยวางแผนเรื่องของการทำนาปีนาปรังในพื้นที่ต่อไป รวมทั้งรมว.เกษตรเตรียมทำแผนในช่วงที่อาจมีผลกระทบในเรื่องเกี่ยวกับมีรายได้เสริมอย่างไร”นายกฯ กล่าว

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ตนขอเป็นกำลังใจให้เกษตรกรและชาวนาทุกท่านซึ่งตนถือว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนคนไทยทุกคน และยืนยันในเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้พี่น้องชาวนามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น