
ชุ่มใจใน ดับลิน
อาจจะจริงที่ว่าแม่น้ำลิฟฟีย์ช่วยแต่งเติมให้ "ดับลิน (Dublin)" เป็นเมืองรื่นรมย์ แถมคนดับลินก็ไม่ได้ใช้ชีวิตเร่งรีบเท่าคนลอนดอน พวกเขาออกจะเนิบนาบเสียด้วยซ้ำ
เช้าๆ ไปจ๊อกกิ้งในสวนเซนต์สตีเฟน กรีน สายหน่อยไปขลุกอยู่ตามพิพิธภัณฑ์จากนั้นก็ไปนั่งแฮงก์เอาท์ละเลียดจิบเบียร์เก่าแก่ของไอร์แลนด์ยี่ห้อกินเนสส์ ครื้นเครงตามไอริชผับแถวเท็มเปิล บาร์ (Temple Bar) ตั้งแต่บ่ายอาวุโส เสร็จแล้วควงสาวไปเดินช็อปปิ้งบนถนนกราฟตัน ค่ำๆ ไปหามุมดินเนอร์แถวซอกซอยของโอคอนเนลล์ หรือไม่ก็แช่ก้นอยู่ตามร้านอาหารเก่าแก่ที่เสิร์ฟอาหารแบบไอริชดั้งเดิม ดูดนตรีและระบำพื้นเมือง
ขลุกอยู่ดับลิน 4-5 วัน จึงพบว่า ชาวดับลินเขาใช้ชีวิตเยี่ยงสุนทรีย์นิยมจริงๆ
ฉันเองก็พลอยรื่นใจไปกับเขาด้วย พาตัวเองไปทอดอารมณ์อยู่ริมแม่น้ำลิฟฟีย์อยู่เนืองๆ ไม่เร่งร้อนเหมือนเที่ยวในเมืองอื่นๆ เพราะกับดับลินเราไม่ควรเร่งเครื่องเที่ยว ขอให้ใช้เกียร์หนึ่งไปเรื่อยๆ
ดับลินมีสะพานพาดผ่านแม่น้ำลิฟฟีย์นับไม่ถ้วน แต่สะพานหนึ่งที่ถูกนักท่องเที่ยวมะรุมมะตุ้มมากเป็นพิเศษคือ สะพานครึ่งเพนนี เพราะนี่จัดว่าเป็นสะพานเก่าแก่ที่สุดของดับลิน ที่จัดว่าเป็นอีกสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองเลยด้วยซ้ำ
ข้ามจากสะพานครึ่งเพนนีมา เป็นย่านเท็มเปิล บาร์ มุมที่ฉันพบว่าร้อยทั้งร้อยของคนมาเยือนดับลิน มักพาตัวเองไปดื่มด่ำกับคืนวันอันสนุกสนานในไอริชผับที่กระจายตัวในย่านนี้ ที่ใช้คำว่าคืนวัน เพราไอริชผับที่นี่เขาไม่ได้เปิดเฉพาะค่ำคืน แต่เรื่อยไล่ให้ความบันเทิงเริงใจกันไปตั้งแต่ช่วงกลางวัน เรียกว่าครื้นเครงกัน ”วันยันค่ำ” ทั้งดวงตะวันและดวงจันทร์ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับความหรรษา แค่ผลักประตูไอริชผับเข้าไป เสียงเพลง มิตรภาพ และความครึกครื้นก็พร้อมจะอ้าแขนรับทุกคน
ลองคิดดูว่ามันแสนวิเศษแค่ไหน ที่คุณจะได้นั่งละเลียดจิบเบียร์กินเนสส์อันเก่าแก่ของไอร์แลนด์ในร้านเหล้าที่สุดคลาสสิก
แค่ย่านเท็มเปิล บาร์ ก็ทำให้ฉันกระเจิดกระเจิงเสียแล้ว เพราะไม่เพียงเสียงดนตรีในไอริชผับที่กระตุกอารมณ์สนุกให้พุ่งพล่าน แต่ย่านนี้เป็นคล้ายถนนคนเดิน ที่ซอกซอยซ่อนผับ บาร์ คาเฟ่ ร้านอาหารนานาชาติ ร้านขายของที่ระลึก อยู่นับไม่ถ้วน อะไรไม่ดีเท่า ซ่อนอาร์ตแกลเลอรี่เอาไว้ให้ดมและชมงานศิลปะอีกหลายสิบแห่ง
แต่ถ้าอยากจิบเบียร์แกล้มกับวิวสวยๆ ของดับลิน ก็ต้องไปที่ พิพิธภัณฑ์เบียร์กินเนสส์ (The Guinness Storehouse) ที่ไม่เพียงบอกประวัติอันยาวนานของเบียร์ยี่ห้อดังของไอร์แลนด์ แต่ยังมีมุมชมวิวแจ่มๆ เอาไว้รอคอเบียร์ด้วย
ผละจากย่านเท็มเปิล บาร์ ตั้งใจจะไปโบสถ์ไครสต์เชิร์ช (Christ Church Cathedral) ศาสนสถานสำคัญประจำเมือง แต่ตาเจ้ากรรมเหลือบไปเห็นป้ายทรีนิตี้ คอลเลจ (Trinity College) เข้าเสียก่อน เลยฉีกแผนแฉลบไปหามหาวิทยาลัยดังประจำเมืองเสียก่อน
นักท่องเที่ยวอาจผลุบเข้าออกทรีนิตี้ คอลเลจน้อยกว่านี้ก็ได้ ถ้าด้านในไม่มีหนังสือดังอย่าง Book of Kells ถูกกักเก็บไว้ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย แต่เป็นเพราะหนังสือเล่มนี้ ทำให้สถานศึกษาแห่งนี้ไม่เคยไร้รอยเท้านักเดินทาง
Book of Kells เป็นหนังสือดังและเก่าแก่ที่เขียนถึงคัมภีร์ไบเบิล และมีการตกแต่งหนังสือด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ อย่างน่าดู เรียกว่าเป็นสมบัติอันล้ำค่าของไอร์แลนด์เลยก็ว่าได้
ส่วนตัวทรีนิตี้ คอลเลจเองนั้น จัดว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่สวยสง่า และเติมแต่งให้ย่านกลางเมืองดับลินดูไม่ธรรมดา
โอ้เอ้อยู่ในทรีนิตี้ คอลเลจอยู่นานสองนาน แต่ก็ไม่ละความพยายามที่จะไปให้ถึงโบสถ์ไครสต์เชิร์ช ระหว่างทางถูกแทรกโปรแกรมด้วยดับลิน คาสเซิลบ้าง ซิตี้ฮอลล์ประจำเมืองบ้าง แต่จนแล้วจนรอดสองเท้าก็พาบุกไปถึงโบสถ์ใหญ่ประจำดับลินแห่งนี้
นักเดินทางหลายคนอาจจะสนใจโบสถ์เซนต์แพททริคมากกว่า แต่โบสถ์ไครสต์เชิร์ชแห่งนี้ ก็ถูกย้ำว่า ถ้ามาดับลินไม่ควรพลาดอาคารเก่าแก่ที่สุดของเมืองที่สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 11
ดับลินเป็นเมืองเก๋และสุนทรีย์จนอยากให้สายการบินเอทิฮัด (โทร.0-2253-0099, www.etihadairways.com) พาเหาะเหินเดินอากาศ ไปหย่อนลงดับลินอีกสักรอบ ก็ดับลินอยู่ด้วยแล้วชุ่มใจอย่างบอกไม่ถูก
"กาญจนา หงษ์ทอง"



