ไลฟ์สไตล์

เขตอภัยทาน 
เขตแห่ง..."อิสระชีวิตสรรพสัตว์"

เขตอภัยทาน เขตแห่ง..."อิสระชีวิตสรรพสัตว์"

04 มิ.ย. 2553

ระหว่างปฏิบัติการกระชับพื้นที่การชุมนุมในช่วงบรรยากาศบ้านเมืองวิกฤติเกิดความสับสนวุ่นวาย นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ หรือครูหยุย เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และอาจารย์โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ประสานไปยังพระธรรมธ

  คำว่า "เขตอภัยทาน" ปกติแล้วพุทธศาสนิกชนจะเห็นคำคำนี้ติดไว้ภายในวัดต่างๆ โดยเฉพาะวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองจะมีป้ายเหล่านี้ติดไว้ให้เห็นเด่นชัด จุดประสงค์เพื่อเป็นการเตือนสติผู้คนไม่ให้ทำเวรทำกรรมด้วยการ "ล่าสัตว์น้ำ" ไม่ว่าจะเพื่อความสนุก หรือนำไปเป็นอาหารเพื่อบริโภคก็ตาม

 ทั้งนี้ จากการศึกษาพฤติกรรมสัตว์น้ำของกรมประมงพบว่า สัตว์น้ำจะสามารถอยู่อาศัยและแพร่ขยายพันธุ์ได้ดีโดยไม่ถูกทำลายให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง  คือแหล่งน้ำบริเวณหน้าวัด หรือพระอารามต่างๆ ซึ่งจะมีเขตอภัยทาน และทางราชการได้ประกาศเป็นเขตที่รักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำ ประชาชนโดยทั่วไปจะไม่ทำการประมงในบริเวณดังกล่าว และมีกฎหมายคุ้มครอง จึงเป็นสถานที่เหมาะสมต่อการดำเนินโครงการอนุรักษ์สัตว์น้ำหน้าวัดให้เป็นแหล่งอาศัยและแพร่ขยายพันธุ์ปลาในธรรมชาติได้อย่างดี ตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.๒๔๙๐

  พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ.๙) เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชรฯ กทม. และรองเจ้าคณะภาค ๑๓ บอกว่า เขตอภัยทาน แปลความแบบชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ ก็คือ "บริเวณการให้ชีวิต การให้อภัยเป็นทาน" สัตว์ในเขตอภัยทานไม่ได้เป็นสมบัติของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด และสัตว์สามารถอยู่ในเขตนั้นได้ตั้งแต่เกิดจนตาย

 อนึ่ง สถานที่บางแห่งยังจัดให้มีทั้งเขตอภัยทานและเขตพำนักสัตว์ก็มี กับทั้งถือกันว่า ทั้งคนและสัตว์ เมื่อมาอยู่ในเขตอภัยทานแล้วย่อมมีความสำคัญเสมอกันหมด

 นอกจากนี้แล้ว ในศาสนาอื่น เช่น ในโบสถ์คริสต์ ในสุเหร่า ก็ถือว่าเป็นเขตอภัยทานเช่นกัน แต่ต่อมาเขตใดจะเป็นเขตอภัยทานก็แล้วแต่จะถือกัน

 ทั้งนี้ เป็นที่รู้ดีในวงการสงฆ์ว่า วัดทุกวัด ถือเป็นเขตอภัยทาน แม้มิได้ประกาศหรือขึ้นป้ายใดๆ ให้ถือว่าเป็นพื้นที่ปลอดการทำร้ายทำอันตรายแก่ชีวิตคนและสัตว์

 โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ให้วัดต่างๆ กำหนดเขตอภัยทานขึ้น เพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์ปีก ได้อาศัยความร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากการถูกเบียดเบียนหรือถูกรบกวนด้วยประการใดๆ

 ขณะเดียวกัน พระในวัดต้องมีหน้าที่แนะนำ ชักชวน ขอร้องประชาชนให้เห็นความสำคัญของเขตอภัยทาน แล้วให้การสนับสนุนโดยไม่รบกวนเบียดเบียนสัตว์บก สัตว์น้ำ หรือหมู่นกที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดเป็นเขตอภัยทาน พร้อมทั้งจัดทำป้ายขนาดไม่ต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตร และมีขนาดความยาวไม่ต่ำกว่า ๗๐ เซนติเมตร โดยเขียนข้อความให้ชัดเจนว่า “เขตอภัยทาน"

 นอกจากนี้แล้ว แม้สถานที่ที่ไม่ใช่วัดอย่าง "พุทธมณฑล" พุทธานุสรณียสถานของชาวไทย ก็ถือเป็นเขตอภัยทานด้วยเช่นกัน

 อย่างไรก็ตาม เขตอภัยทาน หรือจะเรียกว่าพื้นที่คุ้มครองนั้น มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล กล่าวคือ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์มีพระราชโองการให้จัดตั้ง "เขตอภัยทาน" กำหนดพื้นที่หวงห้ามในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา หรือเขตสงวนสำหรับล่าสัตว์ป่า เพื่อคุ้มครองสัตว์ ปลา และป่า ซึ่งถือได้ว่าเป็นการคุ้มครองสัตว์ป่ายุคแรกเริ่ม

 พระเทพคุณาภรณ์ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า "เดี๋ยวนี้เขตอภัยทานไม่มีความศักดิ์สิทธิ์เหมือนในอดีต เพราะคนไม่กลัวบาปไม่กลัวกรรม แม้ว่าวัดจะขึ้นป้ายอย่างชัดเจนว่าเป็นเขตอภัยทาน แต่ก็ยังมิวายมีคนแอบมายิงนกตกปลา รวมทั้งขโมยของในวัด เพราะของวัดขโมยง่ายกว่าของชาวบ้าน

 ขณะเดียวกัน คนชั่วมักคิดว่า วัดไม่มีเวรยาม ไม่มีการตรวจตรา ที่สำคัญคือ เป็นพระอย่างไรก็มีเมตตา ด้วยเหตุนี้ทรัพย์สินของวัดจึงหาย อย่างที่เห็นและเป็นอยู่ แต่ถ้าเป็นสมัยโบราณแม้แต่ดินหรือทรายที่เหยียบติดเท้าออกไปโดยไม่เจตนาก็ถือว่าเป็นบาป จึงเกิดประเพณีก่อกองทรายขนทรายเข้าวัด เพื่อชำระบาปที่ทำไว้โดยไม่เจตนา"

ทานอันยิ่งใหญ่
 คำว่า อภัยทาน พระเทพคุณาภรณ์ อธิบายความไว้ว่า ให้อภัย ให้ความไม่มีภัย ให้ความปลอดภัย ซึ่งจัดเป็นธรรมทานอย่างหนึ่ง คือ ให้ความรักความเมตตาต่อสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ ทำให้สัตว์เกิดความปลอดภัย เกิดความอบอุ่น หากให้อภัยทานแก่มนุษย์ด้วย ก็จะทำให้ไม่มีเวรมีภัยต่อกันอีกต่อไป ผู้ให้อภัยทานได้ชื่อว่าเป็นคนประพฤติเมตตาธรรม เป็นคนมีจิตใจสูงเทียบเท่าพรหม"

 “อภัยทาน” คือ การยกโทษ แสดงอโหสิกรรมต่อกัน ไทยเรามีประเพณีอย่างหนึ่งคือ เมื่อจุดธูปขอขมาศพก็จะขออโหสิกรรมต่อกัน คืออย่าได้มีเวรต่อกันในภพหน้าให้ทุกอย่างจบลงที่ภพชาตินี้ แม้ศัตรูคู่อาฆาตก็ต้องอโหสิกรรมต่อกัน บางครั้ง พิธีสำคัญในชีวิต เรามักจะไปขอพรผู้ใหญ่ และกล่าวว่ากรรมใดที่เราได้ล่วงเกิน ขอให้ท่านยกโทษให้ คือ ให้สิ่งที่เราทำเป็นอโหสิกรรม ทำให้ใจเราว่างเพียงพอเพื่อรองรับความดี ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ เช่น พิธีบวช เป็นต้น

 "การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำจนเป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ขอให้เรามาพิจารณาเหตุผล ถึงความต่อเนื่องของผลกรรมที่มีผลข้ามภพข้ามชาติว่า ให้ผลเผ็ดร้อนเพียงใด และยังเป็นผลที่เราหนีไม่ได้อีกด้วย ให้อภัย คือการแสดงกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อภัยทานเวลาจะให้ ไม่ต้องไปขอใคร ไม่เหมือนใครมาขอเงินเรา เราต้องควักกระเป๋าให้ แต่ให้อภัย เราไม่ต้องหาจากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย" พระเทพคุณาภรณ์กล่าว

 "การแสดงอภัยทาน เป็นการชำระใจ แม้จะดูพูดง่าย แต่ก็ทำได้ยาก หากไม่ฝึกทำจนเป็นปกติ เพื่อให้เข้าใจง่ายและอยากทำให้ได้ ให้อภัย เราไม่ต้องหาจากไหน และไม่รู้สึกว่าเป็นการสูญเสีย"

0 เรื่อง / ภาพ ไตรเทพ ไกรงู 0