
ร้องกรมศิลป์ขึ้นทะเบียนตึกศาลฎีกาเป็นโบราณสถาน
ร้องกรมศิลป์ขึ้นทะเบียนตึกศาลฎีกาเป็นโบราณสถาน อธิบดีกรมศิลป์ชี้ 2 อาคารมีสถาปัตยกรรมเก่าแก่และคุณค่าเป็นโบราณสถานในตัว ย้ำไม่ค้านหากจะสร้างตึกหลังใหม่ แต่ขอดูแบบสถาปัตย์ฯ ก่อน
เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. นายเกรียงไกร สัมปัชชลิต อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีองค์กร มูลนิธิต่างๆ ทำหนังสือต่อกรมศิลปากรให้มีการพิจารณากรณีจะมีการสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่ ทดแทนหลังเก่า เกรงว่าคุณค่าสถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ของอาคารจะหายไป จึงขอให้กรมศิลปากรช่วยสำรวจว่าจะมีการขึ้นทะเบียนโบราณสถานไว้หรือไม่
ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลเบื้องต้นพบว่าอาคารศาลฎีกายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่อาคารที่อยู่ตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม กับอาคารที่อยู่ข้างริมคลองหลอดมีอายุเก่าแก่มากจึงถือเป็นโบราณสถานโดยปริยาย ส่วนอาคารด้านฝั่งสนามหลวงยังไม่เก่าแก่พอ เพราะได้สร้างภายหลัง ซึ่งกรมศิลปากรได้แจ้งรายละเอียดไปทางศาลรับทราบแล้ว อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การประเมินคุณค่าชัดเจนจะต้องเข้าไปสำรวจอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
“ถ้าทางศาลอนุญาติให้เข้าไปสำรวจอาคาร จะมีการเก็บข้อมูลและดูองค์ประกอบด้านอื่นๆ ด้วย บางทีอาคารมีคุณค่าในตัว แต่อยู่ในสภาพทรุดโทรม กรมศิลปากรจะต้องมาดูว่าควรอนุรักษ์ต่อหรือจะฟื้นฟูสภาพใด จึงอยากจะเข้าไปสำรวจรายละเอียดภายในและนอกอาคาร แล้วมาประชุมหารือร่วมกันก่อน” นายเกรียงไกร กล่าว
อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวอีกว่า ในส่วนแบบสถาปัตยกรรมอาคารศาลฎีกาหลังใหม่นั้น ทางกรมศิลปากรไม่ได้คัดค้าน แต่หลายฝ่ายกังวลเรื่องของแบบอาคาร อีกทั้งกรรมการวิชาการของกรมศิลปากรยังไม่เห็นแบบอาคารใหม่ จึงไม่ขอแสดงความเห็น อย่างไรก็ตาม หากได้เห็นรายละเอียดแล้วจึงพิจารณาอีกครั้งว่ามีความกลมกลืนกับพื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมืองหรือเกาะรัตนโกสินทร์มากน้อยเพียงใด เพราะเป็นไปตามขั้นตอนที่กรมศิลปากรต้องรับรู้ด้วย อย่างไรก็ดี หากจะมีการสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่ อยากให้ทุกฝ่ายในพื้นที่มีส่วนร่วมด้วย
ทั้งนี้ อาคารศาล 3 หลังตั้งอยู่ถนนราชดำเนินใน อาคารที่อยู่ด้านหน้าตรงข้ามพระแม่ธรณีบีบมวยผม สร้างขึ้นปี พ.ศ.2482 ใช้งาน พ.ศ. 2484 อาคารที่อยู่ข้างริมคลองหลอด สร้างขึ้นเสร็จ พ.ศ. 2486 อาคารอยู่ติดฝั่งสนาม หลวง เดิมอาคารศาลสถิตย์ยุติธรรมในสมัยรัชกาลที่ 5 รื้อทิ้งใน พ.ศ.2502 แล้วสร้างอาคารศาลฎีกา เสร็จ พ.ศ. 2506



