ไลฟ์สไตล์

ศาลปค.ให้ดีแทค-เอไอเอสใช้เครื่องหมาย“+”โทรนอก

ศาลปค.ให้ดีแทค-เอไอเอสใช้เครื่องหมาย“+”โทรนอก

02 มิ.ย. 2553

ศาลปกครอง ไฟเขียว “ดีแทค – เอไอเอส” ใช้เครื่องหมาย “+” ในการโทรออกต่างประเทศ จนกว่า กทช. ออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ หรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ชี้ คำสั่งที่ กทช. ห้ามใช้เครื่องหมาย ส่อไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 ที่ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 2 มิ.ย.53 นายจำกัด ชุมพลวงศ์ ตุลาการศาลปกครองกลาง เจ้าของสำนวนบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือดีแทค และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือ เอไอเอส มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ระงับการบังคับคำสั่งที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.) ให้บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็สฯ และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ฯ ระงับการใช้เครื่องหมาย “+” หรือสัญลักษณ์อื่นใด เพื่อเรียกออกไปยังเครือข่ายของผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศรายอื่น เป็นการชั่วคราวไว้จนกว่า กทช.จะออกประกาศเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การเลือกผู้ให้บริการ สำหรับการเรียกใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ หรือจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

 สำหรับเหตุผลที่ศาลสั่งทุเลาการบังคับใช้คำสั่งของกทช.ระบุว่า ตามหลักการสัญลักษณ์เครื่องหมาย “+” ไม่ได้เป็นของผู้ให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศรายใดราย หนึ่งโดยเฉพาะ แต่มีลักษณะเป็นรหัสเรียกออกต่างประเทศรหัสใดรหัสหนึ่ง ที่เจ้าของโครงข่ายผู้ให้บริการภายในประเทศแต่ละโครงข่ายจะเป็นผู้กำหนด ซึ่งข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ไม่ได้มี 2 บริษัทเท่านั้นที่ให้กดเครื่องหมาย “+” แทนรหัสทางไกลระหว่างประเทศ แต่ผู้ให้บริการโทรศัพท์รายอื่นๆที่ได้ใบอนุญาตจากทางกทช. 6 ราย ก็กำหนดรหัสเครื่องหมาย “+” แทนรหัสทางไกลระหว่างประเทศเช่นเดียวกัน ซึ่ง กทช.ในฐานะผู้กำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมย่อมต้องทราบข้อมูลนี้อยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏว่า กทช.ได้นำมาตรการห้ามนี้ไปใช้กับบริษัทอื่นด้วย คงทำเพียงการแจ้งเตือนเท่านั้น ดังนั้นการที่กำหนดมาตรการห้ามใช้เครื่องหมาย “+” กับ 2 บริษัท จึงส่อไปทางเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรม และยังอาจส่งผลกระทบกระเทือนต่อหลักสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม คำสั่งของกทช. ที่ห้าม 2 บริษัทใช้เครื่องหมาย “+” เป็นการชั่วคราว จึงน่าจะเป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 ส่วนที่กทช.อ้างว่า การสั่งห้าม 2 บริษัทใช้เครื่องหมาย “+” เป็นการชั่วคราว สืบเนื่องมาจากข้อพิพาทระหว่าง กสท.กับ 2 บริษัท จึงไม่ได้มีคำสั่งระงับการใช้เครื่องหมาย “+” ให้ครอบคลุมไปยังผู้ให้บริการรายอื่นนั้น พบว่า ข้อพิพาทระหว่าง กสท.กับ 2 บริษัทอันเป็นต้นทางของการมีคำสั่งดังกล่าวมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยประเด็นการเจรจาระหว่าง กสท.กับ 2 บริษัทเป็นเรื่องการแบ่ง

 ทราฟฟิคจากการกดเครื่องหมาย “+” ว่า จะมีการจัดสรรปริมาณในระหว่างคู่เจรจาอย่างไร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางธุรกิจโทรศัพท์ระหว่างประเทศ เป็นคนละเรื่องกับการคุ้มครองผู้บริโภคและการให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลือกใช้บริการตามที่ตนต้องการ จึงถือว่าคดีมีมูลให้รับฟังได้ว่า คำสั่ง กทช.ดังกล่าว น่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งการที่จะให้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ต่อไป นอกจากจะมีผลเสียหายต่อธุรกิจของ 2 บริษัทอย่างเห็นได้ชัด คือ ผู้ใช้บริการของ 2 บริษัทจะไม่ได้รับความสะดวกในการกดเครื่องหมาย “+” ในการโทรศัพท์ ทางไกลระหว่างประเทศอย่างที่เคยเป็นมา ส่งผลให้ผู้ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศที่ใช้บริการของ 2 บริษัท ขาดความเชื่อถือในการบริการจนอาจตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ใช้บริการรายอื่น อีกทั้งยังส่งผลกระทบชื่อเสียงต่อธุรกิจการค้าและภาพลักษณ์ที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสม ย่อมนับได้ว่า เป็นความเสียหายที่ยากแก่การแก้ไขเยียวยาได้ในภายหลัง และเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า กทช.ยังไม่ได้ออกประกาศกทช. เรื่องหลักเกณฑ์การเลือกผู้ให้บริการสำหรับการเรียกใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางและหลักเกณฑ์ให้ผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศมีสิทธิเลือกผู้ให้บริการโทรศัพท์ได้อย่างเสรี และเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ใช้บริการ

 ดังนั้นการที่ศาลจะมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับใช้คำสั่งของกทช.ดังกล่าว จึงไม่ถือเป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ หรือทางตรงกันข้ามกลับจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้บริการได้รับความสะดวกเช่นเดิม จึงมีคำสั่งดังกล่าว

 ทั้งนี้คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด(มหาชน) หรือ กสท. ได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังกทช.ว่า ทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวได้เปลี่ยนการส่งทราฟฟิค ที่ผู้ใช้บริการกดลัดเครื่องหมาย “+” จากเดิมที่เคยผ่านชุมสายของ กสท. ไปผ่านชุมสายโครงข่ายระหว่างประเทศของบริษัทในเครือของตนเอง ซึ่งถือเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการต้องใช้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นผู้เลือก โดยผู้ใช้บริการไม่มีทางเลือก กทช.จึงเห็นว่า เข้าข่ายเป็นการกระทำที่มีลักษณะผูกขาด ลดหรือจำกัดการแข่งขันการให้บริการโทรคมมาคม จึงใช้อำนาจตามมาตรา 51 (13) พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2543 ประกอบมาตรา 21 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และข้อ 16 วรรคหนึ่ง (1) และ (9) ของประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่องมาตรการป้องกันไม่ให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาดหรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2549 มีคำสั่งให้ทั้ง 2 บริษัทระงับการใช้เครื่องหมาย “+” ดังกล่าว ส่งผลให้ทั้ง 2 บริษัทนำเรื่องมาฟ้องคดีต่อศาล โดยขอให้ศาลสั่งเพิกคำสั่งของ กทช.ดังกล่าว และในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษา ขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการบังคับใช้คำสั่งของกทช.ไว้ก่อน