
ครม.เด้งเลขาสอศ.เข้ากรุสำนักนายกฯเซ่นSP2อาชีวะ
เด้ง เลขาฯ สอศ. แขวนสำนักนายกฯ เซ่นการจัดซื้อครุภัณฑ์อาชีวะที่มีความไม่ชอบมาพากลตลอด ชินวรณ์ ชี้ย้ายตามข้อเสนอของ นริศรา เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น
(2มิ.ย.) นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบโยกย้ายข้าราชการระดับ 11 และระดับ 10 ของ ศธ. ดังนี้ น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) นายพรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา เลขาธิการ กอศ. เป็น ที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี นายกมล รอดคล้าย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขต 12 เป็น รองเลขาธิการ กอศ. แทนนายสุนันท์ เทพศรี รองเลขาฯสอศ. ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งไปเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว
รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ต้องการแก้ไขปัญหาการบริหารของ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ให้มีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา มีข่าวมาตลอดเกี่ยวกับปัญหาความไม่มีประสิทธาพมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องการจัดซื้อครุภัณฑ์ตามงบไทยเข้มแข็ง หรือ SP2 วงเงิน 5,330 ล้านบาท ซึ่งทางสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ส่งหนังสือมาให้ ศธ.ตรวจสอบข้อเท็จจริงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของอาชีวะ และตนได้มอบให้ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ รมช.ศธ. ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ เพื่อรายงานสตง.ให้ทราบเบื้องต้นและทำทุกอย่างให้กระจ่างต่อสังคม แต่หลังจากการโยกย้ายครั้งนี้แล้วนั้น การขับเคลื่อนการแก้ปัญหาโครงการต่าง ๆ ของ สอศ. จะเป็นไปอย่างโปร่งใสรวดเร็วขึ้น ภายใต้เวลาที่มีจำกัด
“นอกจากปัญหาความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว ยังมีปัญหาใช้งบประมาณล่าช้า จน น.ส.นริศรา ได้ทำหนังสือขอให้ผมดำเนินการย้ายนายพรหมสวัสดิ์ เสีย เพื่อแก้ปัญหาด้านการควบคุมบังคับบัญชา ให้การแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราต้องการแก้ปัญหา ขอยืนยันว่าไม่ได้สั่งย้ายเลขาฯสอศ.เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นใดๆทางการเมืองกับรมช.ศธ.ซึ่งเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาลในช่วงรัฐบาลถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องการให้งานกระทรวงเดินหน้า ถ้าเราไม่แก้ไขปัญหาหรือทำอะไรเลยงานก็จะไม่เดินหน้า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการโยกย้ายแล้ว ก็ต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไปว่าอะไรผิดถูกอย่างไร “ นายชินวรณ์ กล่าว
ด้าน นายพรหมสวัสดิ์ กล่าวภายหลังทราบมติ ครม.โยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา สำนักนายกฯ ว่าเชื่อเป็นเรื่องของการแบ่งงานตามหน้าที่ของระดับปฏิบัติการ และฝ่ายนโยบาย เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการมองในคนละมุม สำหรับประเด็นเรื่องการทำงานในโครงการ SP2 นับแต่เข้าทำงานในตำแหน่ง เลขาธิการ กอศ.ในเดือน ธ.ค. 2552 ก็เร่งเข้ามาดำเนินงานเรื่องดังกล่าวจากจนกระทั่งมีการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงโดย รมช.ศธ. หรือจนกระทั่งถึงขั้นตอนการขออนุมัติ ครม.เพื่อขอขยายเวลาการจัดซื้อจัดจ้างออกไปถึงวันที่ 31 พ.ค.
“ทั้งนี้เมื่อมาทำงานเมื่อพบว่ามีจุดบกพร่องต้องแก้ไขผมก็ดำเนินการ ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการทำงานจนอาจจะมองว่าล่าช้า หรือในประเด็นเรื่องของการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา ที่เป็นนโยบายรัฐบาล หรือผู้บริหารจุดนี้ก็เป็นเรื่องที่มองคนละมุม ผมดำเนินงานตามนโยบายที่วางไว้ คือ 19 สถาบัน แต่ รมช.ศธ.มองว่าการตั้งสถาบันควรจะทำเป็นกลุ่มวิชาชีพ หรือคัสเตอร์ ซึ่งจนขณะนี้เรื่องนี้ก็ยังสรุปผลไม่ได้ ปีนี้เป็นปีแรกที่อาชีวะได้รับงบประมาณเยอะกว่าทุกปีที่ผ่านมา เมื่อได้รับหน้าที่เข้ามาทำงานในจังหวะที่มีการเร่งรัด นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมในฐานะหัวหน้าส่วนราชการย่อมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หากเห็นว่าจำเป็นต้องปรับปรุงเรื่องใดก็ต้องทำ เพราะผมทำงานมา 30 ปีทำเรื่องจัดซื้อจัดจ้างมาเยอะเห็นว่าหากเราใช้เวลานานหน่อยแต่สามารถได้ของที่ตรงความต้องการได้ใช้ประโยชน์ ดีกว่าเอางบไปกองแล้วไม่ได้อะไร ขณะเดียวกันก็ดีใจหากของที่ซื้อไปได้ใช้ประโยชน์ เพราะผมก็เจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นครุภัณฑ์ที่จัดซื้อไปไม่ได้ใช้ประโยชน์แต่ถูกกองทิ้งไว้”นายพรหมสวัสดิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าการโยกย้ายครั้งเป็นผลจากการทางการเมือง และความบกพร่องทางหน้าที่ตามที่ น.ส.นริศรา ให้เหตุผลหรือไม่ นายพรหมสวัสดิ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าการโยกย้ายนั้นคงไม่เกี่ยวกับการเมือง น่าจะเป็นเรื่องมุมมองอย่างที่บอก อีกทั้งก็เป็นเรื่องปกติของราชการ ส่วนที่ว่าบกพร่องก็ไม่น่าจะใช่งานต่าง ๆ ตามนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอาชีวศึกษาก็ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในบางเรื่องอาจจะล่าช้าไปบ้างเพราะต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ การทำงานที่ผ่านมาก็เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็น
นายพรหมสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 27 พ.ค. ได้มีครุภัณฑ์ที่ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างพร้อมที่จะขอรับการจัดสรรเงินไปยังสำนักงบประมาณแล้ว 1,411 รายการ จำนวน 1,473 ชุด เป็นเงิน 3,260,802,600 บาท จากงบประมาณที่ได้รับทั้งหมด 5,330,285,500 บาท และยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้ออีก 371 รายการ จำนวน 373 ชุด วงเงินงบฯ 794,711,650 บาท ทั้งนี้ ครุภัณฑ์ที่ได้ดำเนินการจัดซื้อไปแล้วหรืออยู่ระหว่างดำเนินการซึ่งคาดกว่า จะจัดซื้อเสร็จภายในกำหนดเวลาวันที่ 31 พ.ค.นี้ มีอยู่ประมาณ 75% ของรายการครุภัณฑ์ทั้งหมด ส่วนอีก 25% ยังไม่มีผู้มายื่นเสนอราคา
อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้คาดว่าจะมีเงินเหลือจ่ายประมาณ 200 ล้านบาท และจะมีครุภัณฑ์ที่จัดซื้อไม่ได้ประมาณ 200 ล้านบาท ขณะที่ ยังมีงบในส่วนของครุภัณฑ์ที่ยังไม่ได้จัดทำสเป็กในวงเงิน 1,341,564,400 บาท ที่ครม. มีมติให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)นำงบฯส่วนนี้ไปใช้กับโครงการอื่น แต่รมว.ศธ.ได้มอบให้สอศ.จัดทำโครงการใหม่เสนอกลับไป ซึ่งขณะนี้สอศ.ได้จัดทำโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว 2 โครงการ คือ โครงการอาชีวศึกษาเกษตรไทย ทันสมัยสู่ชุมชน จำนวน 50 แห่ง วงเงิน 573,712,000 บาท และ โครงการอาชีวศึกษาบริการวิชาชีพสู่ชุมชน จำนวน 198 แห่ง วงเงิน 767,700,000 บาท
นายธีรพัฒน์ คำคูบอน รองประธานสมาพันธ์เครือข่ายอาชีวะศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มติ ครม.ครั้งนี้เป็นเรื่องชัดเจนว่าข้าราชการการเมืองรังแกข้าราชการประจำ ที่รักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง ซึ่งสาเหตุสำคัญคงหนีไม่พ้นเรื่องปัญหาการจัดซื้อครุภัณฑ์ไทยเข้มแข็ง ที่นายพรหมสวัสดิ์ ไม่สามารถสนองต่อนโยบายของ น.ส.นริศรา ได้ อย่างไรก็ตามสมาพันธ์เครือข่ายอาชีวะฯ ได้มีมติตรงกันกับครูอาชีวะทั้งประเทศแล้วว่าจะคว่ำบาตรพรรคเพื่อแผ่นดินในทุก ๆ เรื่อง ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าคนของพรรคเพื่อแผ่นดินไร้มนุษยธรรมอย่างแรง ก็แค่อยากถามว่าความยุติธรรมมีหรือไม่และนักการเมืองมีคุณธรรมหรือไม่เท่านั้น
น.ส.นริศรา กล่าวว่า เหตุผลการโยกย้ายก็เพื่อความเหมาะสมในการทำงานเพราะที่ผ่านมามีการดำเนินโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ไทยเข้มแข็งของอาชีวะมีความล่าช้าขัดกับมติครม. เช่น กรณีที่ครม.ให้เดินหน้าการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์ในรายการที่ดำเนินการประมูลเสร็จแล้ว แต่นายพรหมสวัสดิ์ได้ไปให้นโยบายแก่ผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวะศึกษาว่าให้อยู่ในดุลพินิจจนทำให้สถานศึกษาอาชีวะศึกษาหลายแห่งทำหนังสือขอยกเลิกกับผู้ที่ประมูลได้แล้วจนทำให้มีการร้องมายังตนและขู่ว่าจะมีการฟ้องศาลปกครองด้วย
นอกจากนี้สตง.ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดทำสเป็คครุภัณฑ์ของสถานศึกษาสังกัดสอศ. โครงการไทยเข้มแข็ง พบการปฏิบัติส่อไปในทางไม่ชอบด้วยกฏหมาย ระเบียบ แบบ หรือข้อบังคับทางราชการ ใน 2 กรณี คือ 1.แอบอ้างหรือปลอมลายมือชื่อของคณะกรรมการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะ โครงการในแผนโครงการไทยเข้มแข็ง 2. การทำรับรองเอกสารไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการโยกย้ายครั้งไม่ได้เป็นเพราะตนกับผู้บริหารสอศ.ขัดผลประโยชน์ในโครงการจัดซื้อครุภัณฑ์แต่อย่างใด
สื่อข่าว รายงานว่า ผ่านมาโครงการไทยเข้มแข็งของสอศ. รัฐบาลจัดสรรงบให้ทั้งหมด 7,224 ล้านบาท และถูกร้องเรียนจากฝ่ายต่างๆจนเป็นเหตุให้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยประเด็นที่ถูกร้องเรียนและคณะกรรมการฯพบมูล ได้แก่ปัญหาการจัดสรรครุภัณฑ์ที่ไม่เป็นธรรม จัดสรรไม่ทั่วถึงกระจุกตัวอยู่บางพื้นที่ จัดซื้อครุภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ตรงความต้องการของสถานศึกษา ทำสเป็คเอื้อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม เข้าข่ายล็อกสเป็ค มีบางรายการกำหนดราคากลางสูงผิดปกติ มีการกำหนดครุภัณฑ์ให้ไม่ตรงความต้องการของวิทยาลัย 12 แห่ง การจัดซื้อครุภัณฑ์บางประเภทผู้ชนะการประมูลเป็นผู้ประกอบการรายเดียวกัน ทั้งที่มีการกระจายงบประมาณ ให้อำนาจแต่ละวิทยาลัยดำเนินการจัดซื้อเอง โดยเฉพาะครุภัณฑ์ 4 กลุ่มหลัก คือ ผลิตภัณฑ์ยาง โพลิเมอร์ เซรามิกและอัญมณี ซึ่งรมช.ศธ.ให้ตรวจสอบว่ามีการสมยอมเสนอราคากันหรือไม่
การตรวจสอบยังพบว่ามีผู้ประกอบการ 5 รายใหญ่ ที่ชนะการประมูลจัดซื้อครุภัณฑ์ในหลายวิทยาลัย โดยเฉพาะวิทยาลัยในภาคกลาง นอกจากนั้นยังพบว่าครุภัณฑ์บางรายการจัดซื้อเหมือนกันแต่ผู้ที่ชนะการประมูลเสนอราคาแตกต่างกันมาก บางรายเสนอราคาต่ำกว่าราคากลางถึงร้อยละ 60 ซึ่งอาจเป็นเพราะครุภัณฑ์ที่นำเสนอขายนั้นไม่มีคุณภาพหรือเพราะกำหนดราคากลางไว้สูงเกินจริง
หลังผลสอบการจัดซื้อจัดจ้างออกมา สอศ.ก็มีปัญหาใช้งบประมาณโครงการดังกล่าวไม่ทันตามเงื่อนเวลาที่รัฐบาลกำหนดไว้ นั่นคือต้องใช้ภายในวันที่ 29 ม.ค. 53 โดยงบที่ใช้ไม่ทันมีทั้งสิ้น 5,400 ล้านบาท รมช.ศธ.จึงได้เสนอขอคณะรัฐมนตรีขยายเวลาการใช้งบออกไปถึง 3 รอบด้วยกัน โดยกำหนดการใช้งบที่ครม.ขยายให้ล่าสุดคือภายในวันที่ 31 พ.ค. 53 แต่สอศ.ก็ยังคงเหลืองบที่ใช้ไม่ทันอีกประมาณ 1,700 ล้านบาท
สำหรับนายพรหมสวัสดิ์ นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่ามีปัญหาการทำงานร่วมกับน.ส.นริศรา มาโดยตลอด อาทิไม่ยอมดำเนินการทางวินัยกับกลุ่มข้าราชการอาชีวะศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวโจมตีการทำงานของน.ส.นริศรา ทั้งที่น.ส.นริศรา ส่งหลักฐานการใช้เอกสารปลอมของข้าราชการคนดังกล่าวในเรื่องการขาดราชการเกินถึง 300 กว่าวัน โดยทำเอกสารปลอมอ้างกับต้นสังกัดว่าถูกยืมตัวไปช่วยราชการตามหน่วยงานอื่นๆของกระทรวงศึกษาธิการ
สำหรับประวัติของ น.ส.ศศิธารา พิชัยชายณรงค์ เกิดเมื่อปี 2498 การศึกษาจบปริญญาตรี อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท อักษรศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยซอร์บอร์น ประเทศฝรั่งเศส ปริญญาเอกอักษรศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 1) มหาวิทยาลัยซอร์บอร์น ประเทศฝรั่งเศส และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 46 (วปอ.46) ส่วนประวัติการทำงานเริ่มรับราชการที่กรมศิลปากร จากนั้นย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายศิลปะการแสดง สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) รองผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การยูเนสโก กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เลขานุการกลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิกของคณะผู้แทนแห่งยูเนสโก ปี 2541 - 2545 เป็นรองอธิบดีกรมพลศึกษา และปี .2545 - 2548 เป็นผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จากนั้นปี 2548 - 2550 รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ทั้งนี้วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จนกระทั่งวันที่ 19 มกราคม ครม. มีมติเห็นโยกย้ายไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ส่วนเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญเชิดชูเกียรติ ได้รับมหาวชิรมงกุฏ (ม.ว.ม.) Chevalerie de l'Ordre de la Couronne ประเทศเบลเยี่ยม M?daille d'Or du Tourisme ประเทศฝรั่งเศส และChevalier dans l'Ordre National de la L?gion d'Honneur ประเทศฝรั่งเศส



