
Social Media ร่วมชุมนุม
ภาพกลางเมืองกรุงเทพฯ อยู่ในทะเลเพลิง วันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553 รวมถึงศาลากลางอีกหลายๆ จังหวัดที่ถูกเผา ทำให้เกิดความรู้สึกร่วมและการวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วในสังคมออนไลน์ยอดนิยมอย่างเฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ถึงขนาดมีข่าวว่า ทวิตเตอร์แทบล่มเลยทีเดียว
เหตุการณ์สะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นนี้ ฉันเกิดความรู้สึกได้ชัดเจนคือ ระดับความรักชาติที่พลุ่งพล่านในตัวเอง รวมถึงเพื่อนๆ พี่น้องรุ่นที่เรียกกันว่า Gen X และ Gen Y ทั้งหลาย ที่ปกติก็อยู่ในระดับธรรมดาจนถึงแทบไม่รู้สึก เพราะสังคมยุคพวกเราเริ่มเข้าสู่การเป็นปัจเจกบุคคล
ในบีบี และเฟซบุ๊กนั้น มีคนจำนวนมากใช้รูปภาพธงชาติไทย เปลี่ยนแทนภาพตัวเองที่เคยใช้ปกติ และการโค้ดคำแสดงความคิดเห็นต่างๆ แสดงจุดยืนของตัวเองต่อต้านและเรียกร้องให้หยุดการกระทำรุนแรงต่อแผ่นดินเกิด ก็พอจะแสดงให้เห็นถึงความเป็น “ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย”
แต่เสียดายที่ความเป็น “ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด” จะกลับกลายเป็นว่า คนไทยด้วยกันที่แตกแยกทางความคิดเห็นด้านการเมืองจะต้องมารบราฆ่าฟันกันเอง เลือดไทยด้วยกันนองแผ่นดิน
ฉันสามารถพูดได้เต็มปากว่า “ไม่ได้เข้าข้างเสื้อสีใดทั้งสิ้น”
การที่ใครจะใช้สิทธิของเขาในการเรียกร้องสิ่งที่เขาต้องการก็สามารถทำได้ ตราบใดอยู่ในพื้นฐานของการไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น อีกสิ่งหนึ่งที่คนจำนวนมากขาดในเหตุการณ์ครั้งนี้ คือ “สติ” ที่จะนำมาซึ่ง “สันติ” และ “การให้อภัย”
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ฉันเห็นพลังของโซเชียลมีเดีย และจิตสำนึกที่ดีของพวกเราทั้งหลายที่มีต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง และการที่มีการส่งจดหมายเปิดผนึกถึงซีเอ็นเอ็น ถึงความไม่เป็นกลางของข่าวที่นำเสนอ รวมถึงการอัพโหลดภาพถ่ายและคลิปของสถานการณ์จริงบนยูทูบ และเฟซบุ๊ก ก็ส่งผลให้ข่าวที่ปรากฏในวันหลังๆ เป็นไปในทางนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
ยังมีบริบททางด้านสังคมและการเมืองอีกมากมาย แม้จะไม่ลงประเด็นไปในเรื่องของการเมือง เพราะการอธิบายที่มาที่ไป ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของเสื้อสีอะไรเท่านั้น
จากมุมมองส่วนตัวของฉัน มองว่า สาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากช่องว่างของการกระจายรายได้ของคนในประเทศมีความแตกต่างกันมาก สังเกตจากผู้ที่มาร่วมนั้น เป็นคนจนจากต่างจังหวัด รู้สึกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยดูแลพวกเขา ไม่สนใจความเดือดร้อนของพวกเขา
หากมองผ่านอคติต่างๆ แล้วจะพบว่า ชาวบ้านที่เขามาเข้าร่วมชุมนุมด้วยใจบริสุทธิ์จริงๆ เขามาเพราะเขาเดือดร้อน ทั้งเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำของรายได้ และเรื่องอื่นๆ แผนพัฒนาของประเทศของเราก็แปลก ยิ่งพัฒนาและมีความเจริญทางวัตถุมากเท่าไร คนยากจนก็ยิ่งจนลงเท่านั้น
การที่กลุ่มคนบางกลุ่มจะเรียกตัวเองว่า “ไพร่” ก็เพราะว่าคำนี้กินใจและสะท้อนความรู้สึกให้รู้ว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม ในขณะที่พวกเราๆ (เอาเป็นว่าคนส่วนใหญ่ที่ฉันรู้จักละกัน) มาจากครอบครัวที่มีฐานะและมีการศึกษาที่ดี เป็นเพียงกลุ่มคนจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ ดังนั้น พวกเราคิดว่าต่อไปอนาคตของลูกหลานของพวกเราจะเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้สัญลักษณ์ของความรวย ความมั่งมี อย่างศูนย์การค้าหรูหรา สินค้าราคาแพง แหล่งเงินอย่างธนาคาร จึงถูกเผาไปด้วยความรู้สึกสะใจของ “กลุ่มหัวรุนแรง” ที่ไม่ยอมรับคำว่าหยุดการชุมนุม อย่างที่แกนนำประกาศและเข้ามอบตัว
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับสงครามกลางเมืองขนาดย่อยยังสะเทือนใจพวกเราได้ขนาดนี้ ในขณะที่ตัวฉันนั้นได้ยินการคาดการณ์เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นจากพ่อแม่ของตัวเองมาก่อน แต่ก็ไม่ค่อยเชื่อจนกระทั่งมาเห็นกับตา ถึงได้เข้าใจว่าเพราะพวกเขาเคยผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น 6 ตุลา 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬ
ดังนั้น เหตุการณ์ที่รุ่นพ่อแม่ของพวกเราเคยผ่านมาก่อนและที่รุ่นพวกเราพบเจอในครั้งนี้ คงต้องหันมาถามตัวเองสักนิดว่าว่า พวกเราต้องการให้เกิดขึ้นอีกในรุ่นลูกรุ่นหลานหรือไม่ นอกจากนี้ หากพวกเราไม่ร่วมมือร่วมใจกัน และใส่ใจในสังคมมากขึ้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอนาคตก็อาจจะร้ายแรงกว่านี้ จะถึงขั้นต้องแบ่งเป็นไทยเหนือ ไทยใต้เลยก็ได้ง
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ฉันเห็นพลังของโซเชียลมีเดีย และจิตสำนึกที่ดีของพวกเราทั้งหลายที่มีต่อประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง และการที่มีการส่งจดหมายเปิดผนึกถึงซีเอ็นเอ็น ถึงความไม่เป็นกลางของข่าวที่นำเสนอ รวมถึงการอัพโหลดภาพถ่ายและคลิปของสถานการณ์จริงบนยูทูบ และเฟซบุ๊ก ก็ส่งผลให้ข่าวที่ปรากฏในวันหลังๆ เป็นไปในทางนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากกลุ่มอำนาจและผลของการกระทำของรุ่นผู้ใหญ่กว่าพวกเรา ทำไมพวกเราจะต้องเจริญรอยตามสิ่งไม่ดีงามนั้น ทำไมพวกเราไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มต้นจากหน่วยเล็กๆ ที่ตัวเอง ครอบครัว คนรอบตัว สิ่งเหล่านี้ก็จะกระจายไปสู่สังคมได้
ฉันเองมีความเชื่อมั่นว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ช่วยเหลือกัน อยู่ด้วยกันแบบแบ่งปัน ไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก ประเทศไทยจะต้องเจริญขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจและจิตใจของคนในชาติแน่นอน
ต่อไปภายหน้า จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวว่าจะตอบคำถามของเด็กๆ อย่างไรเวลาที่พวกเขาเห็นภาพการเผาบ้านเผาเมืองทั้งในโทรทัศน์และของจริง
จากใจคนไทยคนหนึ่ง : กานต์รวี
กลางวันของวันที่ร้อนทั้งอากาศและสถานการณ์บ้านเมือง 20 พฤษภาคม 2553



