ไลฟ์สไตล์

เล่นหูเล่นตา-เคอร์ฟิว(II)

เล่นหูเล่นตา-เคอร์ฟิว(II)

31 พ.ค. 2553

“เคอร์ฟิว” ทำให้ฉันไม่ไปไหน (ไปไหนไม่ได้) เฝ้าแต่ดูข่าวจนน้ำตาไหล เดี๋ยวก็ลุกขึ้นมาเท้าสะเอวชี้นิ้วด่าไอ้พวกบ้าที่อยากให้ประเทศเราเสียหาย ผุดลุกผุดนั่งเหมือนเจ้าเข้า ถ้าใครมาเห็นเข้าไม่ว่าฉันบ้าคงคิดว่าเข้าวัยทองออกแนววูบวาบเหวี่ยงวีน นั่งโมโหอยู่คนเดียว

เห็นท่าจะไม่ดี ต้องหาใครสักคนมารับฟัง คนแรกที่ผุดขึ้นในหัวคือ “คุณกิ๊บ” หรือ “อีกิ๊บ” เพื่อนรุ่นน้องที่คุยกันอย่างเมามันแต่หาสาระไม่ค่อยจะได้ นั่นแหละที่ต้องการ “อยู่ไหนกิ๊บ?” “อยู่บ้านสิเพ่ ไม่ได้ไปทำงานหลายวันแล้ว เขาให้หยุดจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ตอนที่หนูขับรถไปพบลูกค้า หนูเจอพวกเด็กแว้นมันเอายางรถมากั้นบนสะพานเลยพี่ น่ากลัวมาก อยากจะเอาสีดำมาป้ายหน้าแล้วบอกมันว่าขอไปด้วยคน มันจะได้ให้เราผ่าน ตอนนี้หนูก็คุยไปทั่วเลยในบีบี คนไม่รู้จักกันก็มาคุยเรื่องเดียวกัน วันก่อนพี่ดูข่าวรึเปล่า? มีรายการข่าวช่องหนึ่งเอาภาพนักข่าวอิตาลีที่โดนยิงตายตรงท้องที่เกาะกลางถนนมาออก หนูอยากให้พี่เห็นหน้านักข่าว หน้าประมาณว่า...กรูได้เลื่อนขั้นแน่ๆ มึง เขาพูดว่า...นี่เป็นการถ่ายภาพได้โดยฝีมือเราอะไรทำนองเนี้ย...โหย! หนูอยากจะเข้าไปด่าในเฟซบุ๊ก...อีหอก! หน้าเนี่ยควรสลดหน่อยละกัน เขายิงกันตายขนาดนั้น เราจะเป็นรายต่อไปรึเปล่ายังไม่รู้เลย..." อีกิ๊บด่าได้ออกรสออกชาติราวกับมันเองกำลังออกอาการสดๆ เรื่องมันเศร้าแต่อีกิ๊บมันเล่าจนฉันขำ “ของพี่ก็มี นักสังเกตการณ์อะไรสักอย่างเข้าไปในพื้นที่ที่เขายิงกันแล้วผู้ประกาศข่าวโทรไปสัมภาษณ์สดถามว่าเหตุการณ์โดยรอบเป็นอย่างไรบ้างคะ? เขาตอบว่าไงรู้มั้ย?...ตอบว่าผมไม่ทราบครับ ผมหลบเข้ามาในที่หลบภัยแห่งหนึ่ง ตอนนี้มองไม่เห็นอะไรเลย...เอ่อ...ตูละงง? อยากถามว่า... "มรึงไปสังเกตการณ์ทำไมคะ ไม่เห็นอะไรสักอย่าง งั้นอยู่บ้านเฉยๆ ก็ได้นะคะ” “น่าสงสารพวกนักข่าวภาคสนามนะพี่ เขายิงกันตูมตามก็ต้องออกไปทำข่าว เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันไป มีคนหนึ่งกำลังรายงานประมาณว่า...ขณะนี้ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายมีเสียงดังคล้ายปืนเกิดขึ้น...ว้าย...ย แล้ววิ่งหลบกันหลุดเฟรมไปเลยพี่...” อีกิ๊บเล่าเสริมด้วยน้ำเสียงราวกับนักพากย์ทีมพันธมิตร “ตอนหนูขับรถแล้วฟังข่าวในวิทยุ หนูยิ่งขำ ก็เข้าใจนะพี่ว่ามันตื่นเต้นตกใจ บางทีมันก็ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ นักข่าวรายงานสดผ่านทางวิทยุว่า "ถ้าท่านใดมีความประสงค์ที่จะใช้ความรุนแรงก็ให้อยู่ในพื้นที่ต่อไป แต่ถ้าท่านใดไม่ประสงค์ที่จะใช้ความรุนแรงก็ขอให้ออกจากพื้นที่โดยด่วน!” การแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับอีกิ๊บผ่านทางโทรศัพท์จบลงแบบไม่ได้อะไรที่เป็นสาระอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ทีแรก นอกจากผ่อนคลาย ฉันลุกขึ้นยืดเส้นยืดสายแล้วเดินออกไปสูดอากาศนอกระเบียง แอบคิดในใจว่าจะมีใครลอบยิงรึเปล่า หน้าป้านขนาดนี้ไม่มีพลาด...ล่อเป้าจริงๆ ! ฟ้ามืด บรรยากาศเงียบสงบ ไม่ใช่! เงียบโคตรตะหาก ความเงียบที่แฝงไว้ด้วยความระแวดระวัง เงียบแบบนี้คงไม่มีใครกล้าเหงา ถ้าเหงามันจะเริ่มเหม่อ เกิดเหตุตูมตามจะหนีไม่ทัน เพราะมัวแต่เหม่ออยู่คงได้ตายแบบนางเอกละทีนี้ เกิดมาจนแก่ป่านนี้ก็เพิ่งเคยเจอ บ้านเมืองวุ่นวาย ผู้คนใจร้าย ไม่รู้จะโทษอะไร รู้แค่ว่าความสัมพันธ์ทางจิตใจระหว่างผู้คนในสังคมมันโป่งเปราะไม่แข็งแรงอย่างแต่ก่อน ผู้คนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความเจริญทางด้วยวัตถุมากกว่าพัฒนาจิตใจของคน สังเกตเห็นง่ายๆ จากตึกสูงเป็นแท่งที่ผู้คนแออัดยัดกันอยู่เหมือนฝูงผึ้ง ต่างกับสังคมผึ้งตรงที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครเห็นแก่ใคร ความมีน้ำใจมันเหือดหายไปตอนไหนก็ไม่รู้ ผู้คนแก่งแย่งชิงดี ชิงเด่น ไขว่คว้า แข่งขันกันหาความมั่งคั่งเพื่อยกระดับชีวิตของตัวให้สูงกว่าคนอื่น คนบนที่สูงมองไม่เห็นคนอยู่ข้างล่าง รวยก็รวยไป ส่วนจนก็จนต่อไป ความเจริญทั้งการศึกษา การสาธารณสุข การคมนาคม และอื่นๆ มากระจุกรวมกันเพื่อปรนเปรอเฉพาะคนกรุงเท่านั้น ในพื้นที่ชนบทห่างไกล น้ำไฟบางทียังไปไม่ถึง เด็กๆ ไม่ได้รับการศึกษา ขาดแคลนโรงเรียน เสื้อผ้าและตำรา เด็กเล็กและคนแก่ต้องต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บโดยลำพัง การคมนาคมยังคงล้าหลัง ดินแดงๆ เป็นลุ่มเป็นดอนก่อนจะถึงหมู่บ้าน แห้งแล้งจนยากที่จะอยู่ทำมาหากินในถิ่นบ้านเกิด เมืองกรุงกับเมืองไกลช่างต่างกันเสียนี่กระไร! ต้องระเห็จมาหางานทำกลายเป็นคนชั้นล่างๆ ของสังคมเมืองกรุง คนกรุงบางคนมีกระเป๋าเบอร์กิ้นใบละ 3 แสนครบทุกสี ถือเดินช็อปปิ้งในตึกแถวราชประสงค์ไม่ซ้ำใบเป็นเวลาเดียวกันที่ชาวนามาขอประกันราคาข้าวที่ลงทุนลงแรงไปเกือบหมื่นแต่ขายได้ตันละไม่ถึง 6,000... “ชาวนามีบุญคุณต่อเรา ปลูกข้าวให้เรากิน ในหลวงของเราก็เป็นชาวนา” แต่นอกจากในหลวงแล้ว มีใครเห็นใจและช่วยเหลือคนที่ปลูกข้าวให้เรากินจนอิ่มท้องบ้างล่ะ? เมื่อความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมกัน มันแสดงตัวออกมาชัดเจนจนกลายเป็นจุดขัดแย้งทำให้เกิดความแตกแยกจนถึงขั้นแตกหัก ถึงแม้ใครจะมองว่าพวกเราอาจจะถูกใช้เป็นเครื่องมือของคนบางคน ปัญหามันก็ยังอยู่ที่จุดเดิม... ไม่ใช่ปัญหาของคนจน แต่เป็นปัญหาของทุกคน เหมือนพีระมิดเมื่อฐานด้านล่างอ่อนแอและง่อนแง่น ชั้นที่สูงขึ้นไปจะอยู่อย่างไร ไม่ว่าส่วนล่าง ส่วนกลาง หรือส่วนยอด ก็คือ พีระมิดอันเดียวกันนั่นแหละ... ต้องแข็งแรงตั้งแต่ฐานไปถึงยอด ถึงเวลาที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจช่วยกันเข้าใจ เห็นใจ และแก้ไข ช่วยขจัดความยากไร้และให้การศึกษาเพื่อให้สังคมไทยกลับมาเป็นพี่เป็นน้องกัน เกื้อกูลกัน ยิ้มให้กันดังเดิม ตึกไหม้ยังสร้างใหม่ได้ ความรู้สึกที่เสียไปย่อมสามารถทำให้ดีขึ้นได้โดยใช้ใจรักษาใจ และอาศัยคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมเป็นตัวประสาน ขอให้รอยยิ้มของคนไทยกลับคืนมาสู่ดินแดนสยาม...“สยามเมืองยิ้ม” ดังเดิมเถิด...สาธุ้ เจนนิเฟอร์ คิ้ม