ไลฟ์สไตล์

แขกรับเชิญ"การเขียนหนังสือ"ในฐานะการแสดงออกทาง"จิตวิญญาณ"(3)

แขกรับเชิญ"การเขียนหนังสือ"ในฐานะการแสดงออกทาง"จิตวิญญาณ"(3)

31 พ.ค. 2553

ถามว่าแล้วเราจะทำอย่างไรกันดี เราในที่นี้ ผมหมายถึงผู้คนที่อยากเห็นการเขียนและการอ่านมีฐานะเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของสังคม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สมทบส่วนให้แก่การประคับประคองสังคม

ในฐานะคนเขียนหนังสือ คำตอบที่ผมนึกออกเป็นอันดับแรกคือ การต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าพวกเรายังต้องยืนยันว่า การเขียนหนังสือเพื่อสร้างสาระทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องสำคัญ ตามคุณค่าและความหมายของจิตวิญญาณที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

 ในฐานะนักเขียน ปฏิบัติการที่เป็นจริงในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการผลิตงานเขียนในทิศทางดังกล่าว แม้ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงการสวนกระแสสังคมที่เป็นอยู่ และนำความยากจนมาให้ตัวเองก็ตาม

 อย่างไรก็ดี ตรงนี้มีกับดักที่อันตรายมากอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งผมจะละเว้นไม่เอ่ยถึงไม่ได้ กล่าวคือเราจะต้องไม่ยึดถือว่าสิ่งที่ทำเป็นความสูงกว่าในทางศีลธรรม มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะเกิดผลเสียทางจิตวิญญาณของตัวเอง ก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งอหังการ และเกิดแนวโน้มที่จะเอาจุดยืนทางศีลธรรมมาแทนคุณภาพของงาน

 ในหมู่นักเขียนไทย ความผิดพลาดดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สมัยขบวนปัญญาชนฝ่าย ’ซ้าย’ เร่งผลิตวรรณคดีที่แสดงจุดยืนทางการเมือง ที่ดูเหมือนเข้มข้นทางด้านเนื้อหา แต่ก็อ่อนด้อยทางด้านศิลปะ จากนั้นก็ได้อาศัยความรู้สึกเหนือกว่าทางด้านศีลธรรมมากดดันให้ผู้คนเห็นชอบชื่นชม

 อันที่จริงรูปแบบกับเนื้อหาที่เป็นของแท้นั้นย่อมแยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนทะเลย่อมไม่อาจแยกออกจากความลึกและความกว้าง ในทำนองเดียวกัน งานเขียนที่อ่อนด้อยทางศิลปะย่อมไม่สามารถสื่อสารความลึกซึ้ง เพราะความลึกซึ้งกับความงดงามเป็นสิ่งเดียวกัน

 ดังนั้น ต่อให้เรามีกุศลเจตนาแค่ไหน งานที่ผลิตออกมายังต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องคุณภาพ ความหวังดีที่ตื้นเขินนั้นเป็นอันตรายต่อโลก กระทั่งอาจมากกว่าความประสงค์ร้ายในบางกรณี

 แน่นอน สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมิได้หมายความว่า จากนี้ไปเราจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับการเขียนหนังสือในแนวอื่น เราอาจจะมีความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไปเพิ่มความขัดแย้งในประเทศนี้ให้มากขึ้นไปอีก

 ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า ในหมู่นักเขียนที่เอาจริงเอาจังทางด้านเนื้อหาสาระ เราเองก็ต้องสำรวจตัวเองเช่นกันว่าได้ทำงานที่มีคุณภาพ ถึงพร้อมด้วยพลังทางศิลปะออกมามากน้อยแค่ไหน ถ้างานของเรายังมีพลังไม่มากพอ บางทีการโทษรสนิยมของผู้อ่านเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรมนัก

 อันที่จริง การเขียนหนังสือที่มุ่งเน้นการบำรุงจิตวิญญาณมนุษย์ ท่ามกลางข้อเสียเปรียบทั้งปวงนั้น โดยตัวของมันเองก็ต้องนับเป็นความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง เป็นการภาวนาซึ่งเกิดขึ้น เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับถ้อยคำที่ผุดบังเกิด โดยผู้เขียนไม่เสียสมาธิไปหวั่นไหวกับผลตอบแทนภายหน้า ไม่คิดเรื่องแก่งแย่งแข่งขันกับผู้ใด ตลอดจนไม่สะทกสะท้านสั่นคลอนกับการตอบรับหรือปฏิเสธที่จะตามหลังมา

 ตามความเห็นของผม และจากประสบการณ์ที่พอมีอยู่บ้าง ถ้าเราถือการเขียนหนังสือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง บางทีผลงานที่ออกมาแทบจะเหมือนฟ้าดินดลใจ กระทั่งทำให้เราแทบไม่กล้าคิดว่าตัวเองเขียนสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง

 จะว่าไป งานเขียนเป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทำงานของจิตหนึ่ง ซึ่งต้องการสื่อสารกับจิตอื่น

 ภาษาเขียนเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากภาษาพูด และ (ถ้าไม่นับคำพูดที่เพ้อเจ้อแล้ว) การพูดก็สืบต่อโดยตรงมาจากการคิด การคิดส่วนใหญ่มาจากการสงสัยใคร่รู้ และการไตร่ตรองพิจารณา

 เช่นนี้แล้ว เมื่อนับย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น งานเขียนจึงมีรากลึกสุดอยู่ที่การตั้งคำถามและความพยายามหาคำตอบในใจคน ด้วยเหตุนี้ ความเป็นนักคิดกับนักเขียนจึงมักแยกออกจากกันไม่ได้

 อย่างไรก็ดี ในจุดนี้ผมคงต้องขออนุญาตขยายความสักเล็กน้อย กล่าวคือคำว่า

 "นักคิด" ที่ผมนำมาใช้นั้น เป็นการใช้อย่างหลวมๆ กว้างๆ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิตวิญญาณกับการเขียนเพื่อประกอบอาชีพธรรมดา

 แต่ถ้าจะให้เจาะลึกลงไป ก็คงต้องเรียนว่า จิตที่ถูกฝึกให้สงบนั้น บางทีก็มิได้มีการครุ่นคิดในความหมายสามัญ กระทั่งเป็นจิตที่ถูกฝึกมาให้หยุดคิดเพื่อจะสัมผัสประสบการณ์บางอย่างโดยตรง โดยไม่ผ่านแผ่นกรองของกรอบคิดใดๆ

 ตามความเข้าใจของผม การหาความรู้แบบสัมผัสตรงเช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงความจริงแบบตะวันออก ซึ่งเห็นโลกเป็นองค์รวม โดยไม่แยกผู้เห็นกับสิ่งที่ถูกเห็น เมื่อบุคคลที่เดินทางธรรมเหล่านี้นำความรู้หรือประสบการณ์ทางจิตของตนมาชี้แนะสังคม โดยผ่านการพูดการเขียน บางทีเราก็เหมารวมท่านไว้ในกลุ่ม ’นักคิด’ เพื่อความสดวกในการอ้างอิง

 ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้นักเขียนส่วนใหญ่จะไม่ใช่พระอรหันต์หรือนักบุญ แต่งานเขียนที่แสดงความละเอียดอ่อนลึกซึ้งทางจิตใจก็ดี งานเขียนที่มีพลังปลดปล่อยจิตวิญญาณมนุษย์ก็ดี หรืองานเขียนที่เชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าของความเป็นคนก็ดี ล้วนแล้วเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากหัวใจของผู้เขียนทั้งสิ้น นับเป็นความพยายามของจิตหนึ่งที่จะสื่อสารกับจิตอื่นๆ ในเรื่องราวที่ตัวเองรู้สึกอย่างแท้จริงว่ามีความสำคัญ

 ปัญหามีอยู่ว่า ในการสื่อสารด้วยภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขียนนั้น มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความจริง จึงไม่สามารถสะท้อนความจริงในส่วนทั้งหมดออกมาได้

 เช่นนี้แล้วการเขียนหนังสือที่มุ่งสะท้อนสัจจะ จึงต้องอาศัยทักษะทางศิลปะค่อนข้างมาก ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณมนุษย์ก็ยิ่งต้องพึ่งพิงศิลปะในการถ่ายทอดมากกว่าเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อว่าผู้เขียนจะได้สามารถนำพาผู้อ่านไปมองเห็นสิ่งที่มิได้ปรากฏต่อสายตา กระทั่งอยู่เหนือประสาทสัมผัสทั้งปวง

 บางครั้งสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกกับผู้อ่านอาจจะไม่สามารถใช้ถ้อยคำใดๆ มาเรียกขาน และบางทีก็ต้องใช้เรื่องราวทั้งเรื่องมาส่งทอดคุณค่าหรือสร้างความเข้าใจ

 ตรงนี้เองที่ทำให้เรามักมองงานเขียนที่มีคุณภาพว่าเป็นจุดบรรจบของความจริง ความดี และความงาม จะว่าไปงานเขียนที่มีพลังย่อมไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากนำคุณค่าเหล่านั้นมาบรรจบกัน เพื่อว่าพลังที่เกิดขึ้นจะสามารถสั่นคลอนหัวใจคน

 แน่ละนักเขียนไม่ใช่ศาสดา เพราะฉะนั้นนักเขียนคนหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายโลกและชีวิตได้อย่างหมดจดครบถ้วน ขอเพียงสมทบส่วนให้กับความเข้าใจบางอย่างที่ลึกซึ้งก็พอแล้ว

โปรดอ่านต่อสัปดาห์หน้า

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ได้กล่าวปาฐกถาเนื่องในงาน "วันนักเขียน" จัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2553 ณ สถาบันปรีดี พนมยงค์ จึงขอนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง