ไลฟ์สไตล์

 ผลไม้ไทยในงานไทยเฟสติวัล

ผลไม้ไทยในงานไทยเฟสติวัล

30 พ.ค. 2553

งานไทยเฟสติวัลครั้งที่ 11 ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ก็ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งงานดังกล่าวจัดเป็นประจำทุกปี โดยสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงโตเกียว เป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานครั้งนี้ขึ้น มีความมุ่งหมายที่จะเผยแพร่ชื่อเสียงประเทศไทยในด้านต่างๆ

ให้เป็นที่รู้จักของชาวญี่ปุ่น และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งจุดเด่นของไทยก็หนีไม่พ้น เรื่องอาหาร ดังนั้นในงานนี้ประมาณครึ่งหนึ่ง จึงเป็นเรื่องของอาหารไทย ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก

 ที่สำคัญคือ มีอยู่ส่วนหนึ่งเป็นส่วนของผลไม้ไทยที่ส่งเข้าไปให้ชาวญี่ปุ่นได้ลองชิมและหาซื้อกัน และเป็นที่สนใจของชาวญี่ปุ่นอย่างมาก โดยหลายรายถึงขนาดซื้อยกลัง เพราะราคาคงจะถูกกว่านอกงานพอสมควร เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ที่ขายกันลูกละประมาณ 400-500 เยน หรือประมาณเกือบ 150-170 บาท พอๆ กับมังคุดที่บรรจุถุงขนาดครึ่งกิโลกรัมซึ่งขายในราคาเดียวกัน เมื่อเราดูราคาผลไม้เหล่านี้แล้วก็เหมือนกับว่าแพง และน่าส่งออกไปขายให้ได้มากๆ กว่านี้ ความจริงแล้วถ้าไปเทียบกับราคาก๋วยเตี๋ยวแต่ละชาม ก็ใกล้เคียงกัน

 หมายความว่า ค่าครองชีพโดยรวมของญี่ปุ่นสูงกว่าเรามาก โดยหากเอาราคาข้าวราดแกงหรือราคาก๋วยเตี๋ยวแต่ละชามเป็นตัวเปรียบเทียบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ประมาณ 500-800 เยน ดังนั้นการที่ชาวญี่ปุ่นกินมะม่วงลูกละเกือบ 200 บาท ก็ถือว่าไม่แพงเมื่อเทียบกับราคาอาหารทั่วไป ดูแล้วก็ไม่ต่างจากที่คนไทยกินมะม่วงลูกละประมาณ 30 บาท ซึ่งเทียบเท่ากับก๋วยเตี๋ยว 1 ชามในเมืองไทยสมัยนี้เหมือนกัน

 สิ่งที่ต้องคำนึงถึงอย่างมากก็คือ เมื่อลูกค้าเหล่านี้ซื้อผลไม้ไปแล้วก็ย่อมคาดหวังที่จะได้ของดี มีคุณภาพสูง ไม่ใช่ซื้อมังคุดราคาเกือบเท่าก๋วยเตี๋ยว 1 ชาม พอปอกออกมากลายเป็นเนื้อแก้วหรือมียางไหลหรือถึงขั้นเน่าเสีย หากเป็นเช่นนี้ก็คงไม่มีครั้งที่สองอีกต่อไป

 ที่สำคัญคือการบอกปากต่อปาก ซึ่งแทบจะปิดโอกาสการส่งออกผลไม้ไทยไปเลยก็เป็นได้ รวมทั้งมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งดูภายนอกแล้วสีสันสวยมากเพราะการแยกว่าแก่จัดหรือไม่นั้น ไม่สามารถดูได้จากสีผิว แต่หากปอกออกมากินแล้วเปรี้ยวเนื่องจากเก็บเกี่ยวในขณะที่ไม่แก่จัด ก็เท่ากับเราปิดตลาดการส่งออกเช่นกัน!

 สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงในวงการการส่งออก เลยกลายเป็นว่าญี่ปุ่นหรือหลายชาติในยุโรปมีความต้องการผลไม้ไทยสูงมาก แต่หาของดีๆ ส่งออกไปขายได้ยาก หรือพยายามส่งออกไปโดยไม่ควบคุมคุณภาพ ก็กลายเป็นว่าเข้าไปทำลายตลาดที่หลายคนเพียรพยายามสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

 ตอนนี้กลุ่มมะม่วงที่ส่งออกไปญี่ปุ่น กำลังไปได้ดี ผลผลิตที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดเนื่องจากกระบวนการคัดคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันของที่ไม่มีคุณภาพหลุดออกไป หากทำได้อย่างนี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมลดทอนคุณภาพ ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของเราว่า โอกาสทางการตลาดค่อนข้างสดใส เพียงแต่ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ประกอบการการมองการณ์ไกล ไม่ฉกฉวยโอกาสระยะสั้น ก็ย่อมสามารถรักษาตลาดไว้ได้!

 แน่นอนว่าการขยายตลาดผลไม้ เช่น มะม่วงของเรา คงเป็นไปอย่างต่อเนื่องและชาวสวนที่ผลิตของที่มีคุณภาพ ย่อมได้รับผลดีกันถ้วนหน้า ดังนั้นความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ผลิตเพื่อการส่งออก จึงเป็นปัจจัยสำคัญอย่างมาก!

 อย่างไรก็ตาม ได้ข่าวว่าในงานไทยเฟสติวัลครั้งนี้ มีคนบอกว่าไปชิมมะม่วงแช่แข็งของบางรายจากเมืองไทยแล้วเปรี้ยวมาก เข้าใจว่ายังไม่แก่จัด ลองคิดดูว่าถ้าเราต้องเสียเงินเพื่อลองของใหม่ที่ดูภายนอกแล้วน่าจะดี แต่กลับกลายเป็นว่าไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง

 ถามว่าถ้าเราเป็นลูกค้าจะรู้สึกอย่างไร และยังอยากลองอีกหรือไม่ คำตอบคงอยู่ที่พวกเราครับ!

พีรเดช ทองอำไพ