ไลฟ์สไตล์

จาบจ้วงหรือตกเป็นเหยื่อเวลาคือเครื่องพิสูจน์"กมลชนก ยิ้มพิมพ์ใจ"

จาบจ้วงหรือตกเป็นเหยื่อเวลาคือเครื่องพิสูจน์"กมลชนก ยิ้มพิมพ์ใจ"

30 พ.ค. 2553

"ตอนนี้ต้องย้ายบ้าน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หลังจากรับโทรศัพท์สายต่างๆ ที่โทรเข้ามา เป็นเสียงด่า ต่อว่า ประณาม สาปแช่ง วันหนึ่งๆ เป็นร้อยๆ สาย เครียดมาก ร้องไห้ เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับอีเมลจากคนไทยทั้งในต่างประเทศด่าว่าไม่รักใ

 กมลชนก ยิ้มพิมพ์ใจ หรือไอซ์ นิสิตสาขาทัศนศิลป์ การศึกษาบัณฑิต 5 ปี หรือครู 5 ปี นิสิตชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าว

 เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นช่วงเดือนพฤษภาคม 2553 หลังจากที่น้องไอซ์เข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ ที่รู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อต่อต้านบุคคลที่จาบจ้วงสถาบันและทำให้บ้านเมืองไม่สงบ และเข้าไปโพสต์ต่อว่า หรือต่อต้านบุคคลที่มีข้อความหมิ่นสถาบันหรือจาบจ้วง เพราะเชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามาโพสต์หมิ่นสถาบันเบื้องสูงนั้นไม่ควรกระทำเช่นนั้น หรือกลุ่มที่ทำให้บ้านเมืองไม่สงบก็จะเข้าไปต่อว่า

 แต่ปรากฏว่าจากนั้นอีกไม่นาน มีการตัดต่อภาพ ที่อยู่เบอร์โทรและตัดต่อข้อความในทำนองว่า น้องไอซ์จาบจ้วงและหมิ่นสถาบัน และนำไปโพสต์ไว้ในที่ต่างๆ จนทำให้มีคนเข้าใจผิด แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอธิบายว่าไม่ได้เป็นคนทำ แต่ที่มีชื่อปรากฏว่าเพราะว่าก่อนหน้านี้หารายได้พิเศษด้วยการเปิดร้านในอินเทอร์เน็ตจำหน่ายคอนแท็กเลนส์แฟชั่น แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง ซึ่งในการเปิดร้านขายของผ่านเว็บไซต์จะใช้ชื่อจริง นามสกุลจริง ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ รวมถึงพิน (PIN) ของแบล็กเบอร์รี่ด้วยเพื่อความสะดวกในการติดต่อของลูกค้า

 "ช่วงนั้นอธิบายได้ เพราะการกระจายของข้อความที่ตัดต่อมานั้นยังไม่ถูกกระจายไปอยู่ในกลุ่มผู้ที่เล่นเฟซบุ๊กมากนั้น เราก็พยายามชี้แจงกับคนที่เราชี้แจงได้ เราคิดว่าปัญหาต่างๆ ควรจะจบลงได้แล้ว แต่ช่วงวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการนำภาพตัดต่อภาพเดิมและข้อความเดิมโพสต์อีกครั้ง แต่คราวนี้ข้อความดังกล่าวกระจายไปอยู่ในกลุ่มคนเล่นเฟซบุ๊กหลายกลุ่มมาก กระจายไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีคนโทรมาด่า ประณาม และข่มขู่ จะมาทำร้ายด้วย

  น้องไอซ์ บอกว่า ขณะนี้กำลังตามต้นตอคนที่ส่งอีเมลอยู่ พร้อมทั้งแจ้งความตำรวจเพื่อลงบันทึกประจำวันไว้ที่ สน.ยานนาวา กรุงเทพฯ แล้ว และได้ยื่นเรื่องนี้กับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์

 หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว คณบดีและอธิการบดี มศว ยังไม่ได้ตัดสิทธิ์การเป็นนักศึกษาไล่ออกตามที่มีผู้เรียกร้อง แต่ให้โอกาสน้องไอซ์ใช้เวลาที่เหลือพิสูจน์ว่าเธอบริสุทธิ์และถูกแอบอ้างขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำ ซึ่งไม่แน่นักว่าจะต้องใช้เวลานานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ที่ได้ไปยื่นเรื่องไว้แล้ว

 ไอซ์ บอกว่า เยาวชนส่วนใหญ่จะเล่นเฟซบุ๊ก ตนเล่นตอนอยู่ปี 2 ได้คุยกับเพื่อนๆ เกี่ยวกับการเรียน ชีวิตประจำวันในสิ่งที่เราคิดหรือประสบอยู่ โดยที่ไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์หากันก็ได้ ทำให้ได้เจอกับเพื่อนๆ เมื่อครั้งสมัยที่เรียนอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาและชั้นมัธยมศึกษา และยังมีช่องทางหารายได้พิเศษด้วย พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดทางการเมืองกับเครือข่ายและเพื่อนๆ อย่างสม่ำเสมอการเข้าไปเพื่อสื่อสารทางออนไลน์หรือการสื่อสารในโลกไซเบอร์ถือเป็นเรื่องปกติที่คนยุคใหม่นิยมติดต่อสื่อสารกัน

 อยากจะฝากบอกเพื่อนๆ ว่า คนเรานั้นมีหลากหลายความคิด แม้ว่าเรามีจุดยืนในสิ่งที่ดี หากแต่บางคนหรือบางกลุ่มรับเราไม่ได้ ผลจากการกระทำของเราก็จะส่งผลร้ายกลับมาสู่ตัวเองได้เสมอ อีกทั้งการจะแสดงความคิดเห็นโดยเฉพาะการเมือง หรือเรื่องใดๆ ก็ตามที่มีความอ่อนไหว เราต้องทำให้รอบคอบ มีสติ มีปัญญาให้มาก หากเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เกิดขึ้นกับใคร จะไม่รู้ว่าตกนรกทั้งเป็นนั้นเป็นอย่างไร มันแย่มากๆ

 เหตุการณ์ที่เกิดกับน้อง ไอซ์ กาลเวลาจะช่วยพิสูจน์ได้ว่าเธอจาบจ้วง หรือว่าตกเป็นเหยื่อของโลกไซเบอร์นี้หรือไม่