
พอแล้วรวย - ผู้นำคนใหม่
เหตุการณ์พฤษภาวิปโยคที่เพิ่งผ่านพ้นไปทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องทำการ ทบทวน อย่างจริงจังว่าประเทศไทยได้เดินทางมาถึงจุดที่คนไทยจุดไฟเผาบ้านเผาเมืองตัวเองได้อย่างไร แม้ทางการจะระบุว่าการเผาบ้านเผาเมืองครั้งนี้มีผู้ บงการ และมีการ วางแผน มาก่อนก็ตาม
แต่จุดจบที่คนเสื้อแดงต้องเก็บเสื้อผ้ากลับบ้านด้วยความรู้สึกปราชัยนั้นคงจะไม่เป็นจุดจบที่ยุติเรื่องราวร้ายๆ ความแตกแยก ความขัดแย้งของสังคมไทยอย่างแน่นอน การแก้ปัญหาเสื้อแดงคราวนี้เหมือนแผลปริที่ถูกปลาสเตอร์ปิดปากแผลไว้ชั่วคราวเท่านั้น การเยียวยาบาดแผลครั้งนี้ไม่ควรเป็นแค่การรักษาแค่ปากแผล แต่ต้องสาวถึงต้นตอเลยทีเดียว การรักษาบาดแผลที่ร้าวลึกครั้งนี้ของสังคมไทยต้องการ “ผู้นำคนใหม่” หากอภิสิทธิ์ยังอาสาที่จะเยียวยาสังคมไทยต่อไป อภิสิทธิ์ก็ต้องสวมบทบาทผู้นำคนใหม่ แทนอภิสิทธิ์คนเก่า
ผู้นำคนใหม่เริ่มต้นด้วย “สำนึกใหม่” ที่ผลประโยชน์ของมหาชนคนส่วนใหญ่ต้องมาก่อน แทนการห่วงใยผลประโยชน์ของพรรคของตนเอง และพวกพ้องที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แผลที่ปริเป็นปากแผลใหญ่คราวนี้ก็เพราะผู้นำคนเก่า มัวแต่เสียเวลาห่วงใยผลประโยชน์ของพรรคพวกของตัวเองมากจนเกินไป
ผู้นำคนใหม่ต้องปฏิบัติการ country tour เดินสายต่างจังหวัด แทนผู้นำคนเก่าที่มัวแต่เดินสายต่างประเทศ ทำโรดโชว์ สร้างภาพลักษณ์ แม้ภาพลักษณ์ของประเทศจะสำคัญ แต่หากประชาชนยังอดอยากหิวโหย ภาพลักษณ์ที่โก้หรูดูดีก็เสมือนเป็นภาพหลอกลวง อยากจะแนะท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ หากคิดอะไรไม่ออก ก็ลองเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่เสด็จฯ ขึ้นเหนือล่องใต้ บุกป่าฝ่าดง ศึกษาเรียนรู้ “สภาพความจริง” ของปัญหา ก่อนจะตกผลึกมาเป็นโครงการพัฒนา 3,000 กว่าโครงการ มั่นใจว่าพระองค์ท่านไม่สงวนลิขสิทธิ์หรอก
ผู้นำคนใหม่ต้องถือยุทธศาสตร์ความพอเพียง และดุลยภาพ แทนผู้นำคนเก่าที่มัวแต่ห่วงตัวเลขขึ้นลงของ จีดีพี ยามคิดอะไรไม่ออก ผู้นำคนเก่าก็มีแต่จะ กู้ กู้ กู้ สร้างหนี้สินพอกพูน แล้วอ้างว่า “สร้างสภาพคล่อง กระตุ้นเศรษฐกิจ” วิธีนี้เหมือนใส่ยาโด๊ปให้คนทั้งประเทศ พอยาโด๊ปหมด คนก็เกิดอาการ “ลงแดง” ผู้นำคนใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์ที่แจ่มชัดว่า ดุลยภาพ ที่แท้จริงจะมาจาก พื้นฐานที่คนทั้งประเทศมีพอกินพอใช้ก่อนที่จะไปเร่งค้าขาย “แข่งขัน” กับคนอื่น การมีอาหารส่งออกแต่คนในประเทศยังอดอยากหิวโหย ก็ต้องลงเอยด้วยการ “ฆ่ากัน” บนท้องถนนอย่างที่เป็นอยู่นี่แหละ
ผู้นำคนใหม่ต้องทุ่มสรรพกำลังเพื่อ “ทะนุบำรุง” ทรัพย์สิน ทรัพยากรของประเทศ ทั้งทรัพยากรที่จับต้องได้ และทรัพยากรที่จับต้องไม่ได้ ไม่เอาอย่างผู้นำคนเก่าที่จ้องจะประกาศ “ขาย” ทุกอย่าง หรือไม่ก็ชักชวนให้คนอื่นมาใช้มาเอา แลกกับเงิน เพราะหลงในมายาคติที่ว่า “มีเงินแล้วจะมีความสุข”
ผู้นำคนใหม่ต้องเอาใจ “ไทย” มากกว่าเอาใจ “ทุน” ไทยที่ว่านี้ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร งบประมาณส่วนใหญ่ก็ต้องทุ่มเทให้คนเหล่านี้ ครอบครัวและลูกหลานของคนเหล่านี้ แทน พวก “ทุน” ที่น้อยนิดและเข้ามาเพียงชั่วคราว พอประโยชน์หมดก็ตีจากไป แถมทิ้งกากพิษให้เหลือไว้ดูเล่นเต็มแผ่นดิน เสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินกำจัดทิ้งอีก ผู้นำคนใหม่รู้ด้วยว่า การเอาใจ “ไทย” แทนการเอาใจ “ทุน” จะช่วยแก้ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมาอีกเยอะ ทั้งยาเสพติด ชุมชนแออัดในเมือง เด็กซิ่ง เด็กแว้น เด็กสก๊อย ฯลฯ หากไม่เอาใจไทยมากกว่าเอาใจทุน อีกไม่ช้าประเทศไทยก็จะมีหน้าตาเหมือน “กรีซ” ที่ล้มละลายเพราะไม่เหลืออะไรให้ถลุงอีก
ผู้นำคนใหม่รู้ว่าประเทศไทยมีแผลที่รอจะแตกอีกมาก ไม่ใช่เยียวยาเฉพาะแผลที่แตกแล้ว ยังต้องรีบรักษาแผลอื่นๆ ที่พุพองเต็มตัว ก่อนที่แผลเหล่านี้จะปริแตก รุนแรงกว่าแผลเดิมที่แตกแล้ว
ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ แม้เรายังรักท่าน แต่เราขอบอกท่านด้วยความรักว่า ท่านหมดเวลาเป็นผู้นำคนเก่าแล้ว หากท่านจะอยู่ดูแลประเทศนี้ต่อท่านต้องสวมบทบาทผู้นำคนใหม่ เดี๋ยวนี้ และด้วยยุทธการ ททท (ทำทันที) เท่านั้น
อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู



