
ตั้งสำนักเฝ้าระวังฯ-สำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์
วธ.เฮครม.ไฟเขียวตั้งสำนักเฝ้าระวังฯ `และสำนักภาพยนตร์และวีดิทัศน์
วันที่ 25 พ.ค. 2553 นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม (วธ.) กล่าวหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม. มีมติเห็นชอบในหลักการ ในการขอปรับปรุงโครงสร้างจัดการแบ่งส่วนราชการภายในระดับกรม /เทียบเท่าในสังกัด วธ. ในการจัดตั้งสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ใน สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เพื่อรองรับภารกิจ ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยมีภารกิจหน้าที่รับผิดชอบเป็นเลขานุการของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ โดยมีบทบาทในการสนับสนุนการปฏิบัติงานและกิจการต่างๆ ของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ได้แก่
การตรวจพิจารณาและกำหนดประเภทภาพยนตร์ที่จะออกฉาย ให้เช่า แลกเปลี่ยนปรือจำหน่ายในราชอาณาจักร การอนุญาตนำสื่อโฆษณาออกโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ในราชอาณาจักร การอนุญาตส่งภาพยนตร์และวีดิทัศน์ส่งไปนอกราชอาณาจักร เป็นต้น สำหรับอัตรากำลังข้าราชการนั้น ขณะนี้ มีอัตรากำลัง จำนวน 99 อัตราตามที่สำนักงานก.พ. กำหนด และสำนักงบประมาณก็ได้มีการจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานให้แล้ว จึงมีความพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที
รมว.วัฒนธรรม กล่าวอีกว่า ที่ประชุมครม. ยังมีมติเห็นชอบในการยกฐานะกลุ่มเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ โดยให้จัดตั้งเป็นสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ในสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมด้วย เพื่อรองรับภารกิจตามนโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม โดยเป็นกลไกประสานและสร้างเครือข่ายในการดำเนินงานเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่มีผลกระทบต่อการเบี่ยงเบนพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน รวมทั้งดูแลภารกิจในการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ในส่วนการขอปรับอัตรากำลังข้าราชการจากที่มีอยู่ 8 อัตรา เป็น 28 อัตรานั้น ทางครม. เห็นว่าควรให้มีการเกลี่ยอัตรากำลังภายในกระทรวงโดยพิจารณาตามความเหมาะสมของเนื้องาน
นายธีระ กล่าวด้วยว่า จะนำเสนอการจัดตั้ง 2 สำนักดังกล่าวให้แก่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) พิจารณาในโครงสร้างของการจัดตั้งสำนักดังกล่าว ในระยะเวลา 2 สัปดาห์ จากนั้นจะมีการส่งเรื่องดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา เพื่อยกร่างกฎกระทรวงในการแบ่งส่วนราชการต่อไป
“น่าดีใจที่รัฐบาลชุดนี้ได้เห็นความสำคัญของการส่งเสริมงานวัฒนธรรมให้มีการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผมพร้อมจะผลักดันภารกิจงานของ วธ. ให้มีการดำเนินงานที่มีความก้าวหน้าต่อไป เพราะคิดว่างานวัฒนธรรมเป็นงานที่สำคัญและควรจะต้องส่งเสริมให้สามารถกระจายภารกิจไปสู่ทั่วทั้งประเทศ เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามของชาติเอาไว้” นายธีระ กล่าว



