
สามี(ตัวดี)เมียขอหย่า
ผมจดทะเบียนสมรสกับภรรยามาตั้งแต่ปี 2544 และเมื่อปี 2552 ภรรยาผมไปทำงานอยู่ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ไม่ได้กลับมาหาผมเลย ต่อมาเธอได้ไปขอกู้เงินจากบริษัทที่เธอทำงาน โดยทำเรื่องกู้กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ ซื้อบ้านมือ 2 ผมได้ขึ้นไปเซ็นนิติกรรมให้ในฐานะสามี
จนมาถึงปัจจุบัน เธอโทรมาหาผมบอกว่าจะขอหย่า โดยอ้างว่าต้องการกู้เงินเพิ่ม แต่ติดตรงที่ผมและเธออยู่กันคนละที่ทำให้ไม่สะดวกเรื่องกู้เพิ่ม หากผมไม่หย่าให้เธอ เธอก็จะไปรับความช่วยเหลือจากผู้ชายอีกคนหนึ่ง
ผมอยากจะขอคำแนะนำครับ
- จำเป็นด้วยหรือที่การกู้เงินเพิ่มจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ คู่สมรสต้องหย่ากันก่อน การกู้จึงจะไม่มีปัญหาอุปสรรค เมื่อผมขอกู้ร่วม ภรรยาไม่ยอม เธอไม่ยอม อ้างว่าผมยังชำระหนี้เงินกู้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาประจวบคีรีขันธ์ ยังไม่หมด จึงไม่สามารถยื่นเรื่องกู้เพิ่มได้
- ถ้าผมไม่หย่าให้เธอ เธอจะฟ้องหย่าผมได้หรือไม่ และในทางกลับกัน หากเธอรับความช่วยเหลือจากผู้ชายคนดังกล่าว ผมมีสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องทั้งเธอและผู้ชายคนนี้หรือไม่
สมชาย
ตอบ
ศูนย์ปรึกษากฎหมายชุมชน อาจารย์ปราชญา อ่อนนาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต แนะนำเรื่องนี้ว่า ในข้อแรกเลย การกู้ธนาคารคารนั้น ไม่จำเป็นต้องให้สามีกับภรรยาหย่ากันไม่มีเหตุผลที่จะต้องทำอย่างนั้น เพียงแต่ต้องให้อีกฝ่ายไปเซ็นรับทราบ จึงฟังไม่ขึ้นกับเหตุผลที่ภรรยาคุณบอกว่าต้องการให้คุณหย่าเพื่อที่จะทำธุรกรรทางด้านการเงิน หรือแม้แต่การที่คุณกู้อยู่ แล้วจะขอกู้เพิ่ม ตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับธนาคารที่จะพิจารณาดูว่าคุณมีรายได้พอที่จะให้กู้เพิ่มได้ไหม ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องหย่า หรือไม่หย่าขาดจากกัน
ส่วนเรื่องที่เธอจะฟ้องหย่านั้น จากที่ดูข้อมูล ยังไม่มีเหตุที่เธอจะอ้างฟ้องหย่าคุณได้ เนื่องจากที่ภรรยาและคุณแยกกันอยู่ก็เพราะต้องทำงานต่างที่กัน ไม่ได้ทิ้งร้างกัน หรือถ้าทิ้งร้างกันกัน ฝ่ายทิ้งร้างไปจะไม่มีสิทธิ์ฟ้องหย่าอีกฝ่ายหนึ่งก่อน
ในข้อสุดท้าย ถ้าไม่ใช่เพียงคำพูดของภรรยา ที่ว่าจะให้ชายอื่นเลี้ยงดูนั้น แต่มีการพิสูจน์ได้ว่า ภรรยาของคุณได้ยกย่องชายอื่นออกนอกหน้า กรณีนี้คุณมีสิทธิ์ที่จะฟ้องหย่าภรรยาได้ และมีสิทธิ์ฟ้องผู้ชายคนนั้น ฐานเป็นชู้กับภรรยาของคุณ โดยที่มีสิทธิ์เรียกสินไหมทดแทนค่าเสียหาย ที่ทำให้คุณเสี่อมเสียชื่อเสียง
ลุงแจ่ม



