
แด่ไทย...ด้วยอภัยทาน
ช่วงเหตุการณ์บ้านเมืองกำลังร้ายแรงด้วยแสงเพลิง ช่างเป็นฃ่วงเดียวกับพฤษภาคม ปี ๒๕๓๕ เพียงแต่ในชวงล่าสุดเป็น พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ การเผาบ้านเมืองอย่างมากมายในช่วงที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่ไฟที่ใช้เผาบ้านเมืองที่เราเห็นเท่านั้น แท้จริงแล้วเป็นการปะทุมาจากไฟแห่งโทสะ ห
แม้กลุ่มผู้ชุมนุมจะยุติลงไปแล้ว แต่ความโกรธและความเกลียดนั้นคงยากที่จะสลายลงไป ความรุนแรงและความเลวร้ายจะต้องเกิดขึ้นอีก สื่อต่างประเทศแห่งหนึ่งถึงกับทำนายว่า "วันคืนที่น่ากลัวที่สุดสำหรับคนไทยยังไม่มาถึง" อะไรกัน ยังจะมีวันคืนที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านี้อีกหรือนี่
สิ่งที่คนไทยทั้งหลายจะต้องช่วยกันในระยะนี้ คือการนำพระธรรมกลับมาดับไฟในใจของคนไทยด้วยกันเอง เราต้องยอมรับว่าคนต่างสีก้เป้นคนไทยเช่นเราที่เป็นคนไทยด้วยกัน ต้องขยันที่จะสื่อสารความจริงให้อีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยการมีความอดทนที่จะรับฟังความรุ้สึกคับแค้นใจของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยสรุปคือเราจะต้องอดทนที่จะฟังกันและกันให้มากขึ้น พูดใส่คนอื่นให้น้อยลง และไม่พูดด้วยอารมณ์ยามใดที่เกิดอารมณ์จะต้องไม่พูดเรื่องที่เป็นปมแห่งความขัดแย้งโดยเด็ดขาด ดึงประเด็นไปสู่การพูดเรื่องอื่นที่เราพอจะไปด้วยกันได้ ควรมีกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสาธารณะร่วมกันของคนต่างสี เพื่อจะได้มีความเห็นอกเห็นใจที่เกิดจากทำงานร่วมกัน
เหมือนเราล้อมวงกินข้าววงเดียวกัน แม้จะชอบอาหารต่างกันก็ล้อมวงเดียวกันได้ ด้วยอาหารไม่ใช่มีแค่อย่างเดียว ดีเสียอีกที่ชอบไม่เหมือนกัน จะได้ไม่ต้องแย่งกันกินอาหารอย่างเดียวกัน ดังที่ข้าพเจ้าฉันอาหารในสำรับเดียวกันกับอดีตเจ้าอาวาสวัดไทยนาลันทา (พระมหาธารทอง) ท่านฉันเนื้อสัตว์ ข้าพเจ้าฉันมังสวิรัติ เราทั้งสองฉันอาหารถาดเดียวกันโดยไม่มีปัญหา แม้จะฉันอาหารต่างกันก้ตาม ท่านฉันอาหารมังสวิรัติของข้าพเจ้าได้ แต่ข้าพเจ้าฉันอาหารเนื้อสัตว์ของท่านไม่ได้ มิใช่เพราะท่านห้าม แต่เป็นข้องดเว้นของข้าพเจ้าเอง เราต่างยอมรับข้อสมาทานของกันและกัน และมีความรู้สึกดีๆต่อกัน จนท่านถึงแก่มรณกรรมไปแล้ว บัดนี้ข้าพเจ้ายังระลึกถึงส่วนดีของท่านอยู่
"ได้โปรดเถิดคนไทยดับไฟร้อน ดับไฟโกรธเสียก่อนผ่อนผัน
โปรดคิดถึงส่วนดีในกันและกัน แตกต่างสร้างสรรค์สังคมไทย"
ท่านจันทร์ www.prajan.com



