ไลฟ์สไตล์

จี้รัฐสร้าง"ตลาดประมูล"ไม้ดอกปลดแอก"หัวคิว"พ่อค้าคนกลาง

จี้รัฐสร้าง"ตลาดประมูล"ไม้ดอกปลดแอก"หัวคิว"พ่อค้าคนกลาง

24 พ.ค. 2553

การก้าวรุกธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับไทยในตลาดโลก ที่วันนี้แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่ผู้นำการส่งออกและครองตลาดสูงสุดในเวทีโลก แต่ก็เป็นผู้ผลิตกล้วยไม้ตระกูลหวายรายใหญ่ที่สุดและได้รับความสนใจจากประเทศคู่ค้าไม่ด้อยกว่าประเทศคู่แข่งอื่นๆ เนื่องจากมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วย

 เพราะหากย้อนไปในปี 2550 พบว่า ประเทศไทยส่งออกดอกกล้วยไม้ปริมาณ 22,323 ตัน มูลค่า 2,322 ล้านบาท โดยส่งไปประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด รองลงมาคือ สหรัฐอเมริกา อิตาลี จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินโดนีเซียและอินเดีย โดยแหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล นครปฐม สมุทร สาคร ราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครราชสีมา สงขลา และเชียงใหม่ ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้จำหน่ายต้นทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 1,500 ราย

 "จากข้อมูลการขึ้นทะเบียนพืชเกษตรตามนโยบายรัฐบาล เฉพาะกลุ่มการปลูกไม้ดอกไม้ประดับทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียนไว้ขณะนี้ พบว่ามีประมาณ 1.18 แสนไร่ ในปี 2552 ที่ผ่านมา พบว่ากลุ่มกล้วยไม้จะส่งออกมากที่สุด รองลงมาไม้ตัดใบ ซึ่งในกลุ่มนี้ลิ้นมังกรส่งออกมากที่สุด คิดเป็นมูลค่า 300 กว่าล้าน รองลงมาเป็นเล็บครุฑ โดยส่งไปเกาหลีใต้เป็นหลัก" ดร.เศรษฐพงษ์ เลขะวัฒนะ นักวิชาการเกษตร กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กองส่งเสริมพืชสวน กรมส่งเสริมการเกษตร ระบุ

  นักวิชาการคนเดิมระบุอีกว่า การปรับตัวของผู้ประกอบการส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยนั้น ควรเร่งพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพสูงขึ้น มีการบรรจุหีบห่อที่ดีขึ้น เพื่อให้ได้ราคาที่สูง คุ้มกับค่าระวางเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นและลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง การรับซื้อผลผลิตจากสวนจำนวนน้อย แต่ซื้อในปริมาณที่มากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพและมีการจัดการที่สามารถตรวจย้อนกลับถึงสวนได้ ขณะที่เกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับก็ต้องพยายามนำหลักจีเอพีมาใช้ในการพัฒนาการผลิตให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น มีการตรวจคุณภาพและการปะปนของศัตรูไม้ประดับก่อนส่งให้ผู้ส่งออก และขยายการปลูกพันธุ์ใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

 สอดรับกับมุมมองของ เปรม ณ สงขลา บรรณาธิการวารสารเคหะเกษตร ที่ให้ความเห็นการเสวนาหัวข้อ "การสร้างปัจจัยที่สอดคล้องกับการผลิตและการตลาดของไม้ประดับ" จัดโดยสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ว่า ประเทศไทยโชคดีที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศแบบร้อนชื้น ทำให้พืชหลายชนิดสามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะพืชจำพวกไม้ดอกไม้ประดับ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจของไทยที่ทำรายได้เข้าประเทศไม่แพ้พืชเกษตรชนิดอื่น

 "อย่างอินโดนีเซีย ประเทศเขาก็มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับกันมากไม่แพ้บ้านเรา เมื่อเดือนที่แล้วผมไปอินโดนีเซีย ไปเมืองบันดุงมา จะสังเกตเห็นว่าชาวอินโดฯ เขารักต้นไม้มาก เกือบทุกบ้านจะมีไม้ดอกที่หลากหลายมาประดับตกแต่ง คือบ้านของเขาจะขาดไม้ประดับไม่ได้เลย บางชนิดราคาเป็นหมื่นเป็นแสนเขาก็ยอมลงทุนซื้อ ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกก็จะเน้นการเพิ่มผลผลิตโดยใช้พื้นที่ปลูกให้น้อยที่สุด เนื่องจากบ้านเขาพื้นที่ราบมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา เราน่าจะนำข้อดีตรงนี้มาใช้กับผู้ปลูกไม้ดอกบ้านเรา อย่างการเพิ่มผลผลิตเฟิร์นตัดใบ ทำอย่างไรพื้นที่ 1 ตารางเมตร ทำให้ได้ผลผลิตมากที่สุด" เปรมเผยข้อมูล

 ขณะที่ อุดม ฐิตวัฒนะสกุล นายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทย กล่าวถึงอนาคตไม้ดอกไม้ประดับไทยในต่างแดนในงานแถลงผลการดำเนินงานของสมาคมในรอบ 1 ปี ที่ผ่านมา เนื่องในวันประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสมาคม ณ บ้านก้ามปู โดยระบุว่าประเทศไทยจะต้องสร้างตลาดออปชั่น หรือตลาดประมูลเกิดขึ้นให้ได้ เพราะจะทำให้เม็ดเงินจากการซื้อขายตกถึงเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งปัจจุบันนี้แม้ประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตกล้วยไม้รายใหญ่ของโลก แต่กลับส่งจำหน่ายให้แก่พ่อค้าคนกลางเพื่อนำไปประมูลในตลาดต่างแดนแทน

 "ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่มีตลาดประมูลไม้ดอกไม้ประดับ รัฐบาลเคยมีความคิดจะสร้างที่เชียงใหม่ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลสร้างตลาดประมูลไม้ดอกไม้ประดับขึ้นมาโดยเร็ว โดยอยากให้มาสร้างที่กรุงเทพฯ หรือชานเมือง ซึ่งเป็นแหล่งปลูกไม้ดอกไม้ประดับขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ"

 นายกสมาคมไม้ประดับแห่งประเทศไทยระบุว่า การส่งออกไม้ดอกไม้ประดับของไทยทุกวันนี้ต้องส่งผ่านพ่อค้าคนกลาง โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะนำไปประมูลในตลาดประมูลอีกทอดหนึ่ง โดยประเทศคู่ค้าของไทยไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบยุโรปอย่างเนเธอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แม้กระทั่งจีน ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของไทย ก็ยังมีตลาดประมูลไม้ดอกไม้ประดับหลายแห่งเพื่อให้กำหนดราคากลางซื้อขาย ตลอดจนผู้ผลิตและผู้บริโภคจะติดต่อซื้อขายกันได้โดยตรง

 "ผมว่าถึงเวลาที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับตลาดประมูล เพื่อพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ เพราะพวกเขาจะได้มีเวทีติดต่อซื้อขายระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง จะทำให้เม็ดเงินจากซื้อขายถึงมือเกษตรกรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" อุดมให้ความเห็นทิ้งท้าย

 ตลาดออปชั่นหรือตลาดประมูล จึงเป็นทางออกของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับในการได้มาซึ่งรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

"กล้วยไม้"อนาคตสดใสในแดนปลาดิบ

 นิวัติ สุธีมีชัยกุล ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวถึงผลสำเร็จจากการจัดโรดโชว์ ศักยภาพกล้วยไม้และไม้ดอกไม้ประดับไทย ณ เมืองชิบะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นมีการผลิตดอกไม้ลดลง จำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าเพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่กำลังขยายตัว โดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลเดนโดรเบียม (Dendrobium) ชาวญี่ปุ่นมีความต้องการบริโภคสูงถึงปีละ 100-120 ล้านก้าน ซึ่งมากกว่า 50% เป็นการนำเข้าจากไทย ส่วนใหญ่นิยมนำไปใช้ในพิธีแต่งงาน และประดับตกแต่งทั่วไป นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้อื่นๆ ที่สามารถพัฒนาตลาดในญี่ปุ่นได้ อาทิ กล้วยไม้สกุลแวนด้า (Vanda) และมอคคาร่า (Mokara) ซึ่งเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันตลาดญี่ปุ่นยังมีความต้องการไม้ประดับและใบไม้สำหรับการตกแต่งจากไทยอีกด้วย

 “ความต้องการนำเข้าสินค้ากล้วยไม้ของญี่ปุ่นมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การที่ประเทศไทยได้นำข้อกำหนดมาตรฐานกล้วยไม้ และมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีสำหรับการผลิตกล้วยไม้ และเครื่องหมาย Q เข้าร่วมจัดโรดโชว์ครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยตอกย้ำและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคในญี่ปุ่นได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้กล้วยไม้ไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดไม้ดอกไม้ประดับ และผลักดันมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นในอนาคต” ผอ.มกอช.กล่าวทิ้งท้าย

สุรัตน์ อัตตะ